เขียนโดยยอห์น 4:1-54

4  เมื่อ​พระ​เยซู​ผู้​เป็น​นาย​รู้​เรื่อง​ที่​พวก​ฟาริสี​ได้​ข่าว​ว่า​ท่าน​ให้​บัพติศมา+ผู้​คน​และ​มี​สาวก​มาก​กว่า​ยอห์น  (ที่​จริง พระ​เยซู​ไม่​ได้​ให้​บัพติศมา​เอง แต่​สาวก​ของ​ท่าน​เป็น​คน​ให้)  ท่าน​จึง​ออก​จาก​แคว้น​ยูเดีย​แล้ว​ไป​แคว้น​กาลิลี​อีก+  ซึ่ง​จะ​ต้อง​ผ่าน​แคว้น​สะมาเรีย  ใน​แคว้น​สะมาเรีย พระ​เยซู​มา​ถึง​เมือง​หนึ่ง​ชื่อ​สิคาร์​ซึ่ง​อยู่​ใกล้​ที่​ดิน​ที่​ยาโคบ​ให้​กับ​โยเซฟ​ลูก​ชาย​ของ​เขา+  ที่​นั่น​มี​บ่อ​น้ำ​ของ​ยาโคบ+ พระ​เยซู​นั่ง​พัก​เหนื่อย​อยู่​ที่​บ่อ​น้ำ​นั้น​เพราะ​เดิน​ทาง​มา​ไกล ตอน​นั้น​เป็น​เวลา​ประมาณ​เที่ยง  มี​ผู้​หญิง​คน​หนึ่ง​เป็น​คน​สะมาเรีย​มา​ตัก​น้ำ พระ​เยซู​พูด​กับ​เธอ​ว่า “ขอ​น้ำ​ดื่ม​หน่อย​ได้​ไหม?”  (ตอน​นั้น พวก​สาวก​ของ​ท่าน​ไป​หา​ซื้อ​อาหาร​ใน​เมือง)  ผู้​หญิง​สะมาเรีย​คน​นั้น​จึง​ถาม​ท่าน​ว่า “คุณ​มา​ขอ​น้ำ​ฉัน​ดื่ม​ได้​ยัง​ไง? คุณ​เป็น​คน​ยิว ฉัน​เป็น​คน​สะมาเรีย” (ปกติ​แล้ว คน​ยิว​ไม่​ยุ่ง​เกี่ยว​กับ​คน​สะมาเรีย)+ 10  พระ​เยซู​ตอบ​เธอ​ว่า “ถ้า​คุณ​รู้​ว่า​พระเจ้า​มี​อะไร​จะ​ให้​คุณ*+ และ​รู้​ว่า​คน​ที่​ขอ​น้ำ​คุณ​ดื่ม​อยู่​นี้​เป็น​ใคร คุณ​คง​จะ​ขอ​จาก​เขา แล้ว​เขา​จะ​ให้​น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต​กับ​คุณ”+ 11  เธอ​ถาม​ท่าน​ว่า “คุณ​คะ ถัง​ตัก​น้ำ​คุณ​ก็​ไม่​มี แถม​บ่อ​นี้​ก็​ลึก แล้ว​คุณ​จะ​ไป​เอา​น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต​มา​จาก​ไหน​ล่ะ? 12  คุณ​คง​จะ​ไม่​ยิ่ง​ใหญ่​ไป​กว่า​ยาโคบ​บรรพบุรุษ​ของ​พวก​เรา​ที่​ให้​บ่อ​น้ำ​นี้​กับ​เรา​หรอก​นะ? ยาโคบ​เอง​กับ​ลูก ๆ และ​ฝูง​สัตว์​ของ​เขา​ก็​ดื่ม​น้ำ​จาก​บ่อ​นี้​กัน​ทั้ง​นั้น” 13  พระ​เยซู​ตอบ​เธอ​ว่า “ทุก​คน​ที่​ดื่ม​น้ำ​จาก​บ่อ​นี้​จะ​หิว​น้ำ​อีก 14  แต่​คน​ที่​ดื่ม​น้ำ​ที่​ผม​ให้​จะ​ไม่​หิว​น้ำ​อีก​เลย+ แถม​น้ำ​นั้น​จะ​กลาย​เป็น​น้ำพุ​ใน​ตัว​เขา​ที่​ผุด​ขึ้น​มา​เรื่อย ๆ และ​ให้​ชีวิต​ตลอด​ไป​กับ​เขา”+ 15  ผู้​หญิง​คน​นั้น​จึง​พูด​กับ​ท่าน​ว่า “คุณ​คะ ขอ​น้ำ​นั้น​ให้​ฉัน​ดื่ม​บ้าง​สิ​คะ ฉัน​จะ​ได้​ไม่​หิว​น้ำ​อีก​และ​ไม่​ต้อง​กลับ​มา​ตัก​น้ำ​ที่​นี่​อีก​เลย” 16  พระ​เยซู​บอก​เธอ​ว่า “ไป​เรียก​สามี​คุณ​มา​ที่​นี่​หน่อย” 17  เธอ​พูด​ว่า “ฉัน​ไม่​มี​สามี​หรอก​ค่ะ” พระ​เยซู​บอก​ว่า “ก็​จริง​ของ​คุณ​ที่​บอก​ว่า​ไม่​มี​สามี 18  เพราะ​คุณ​เคย​มี​สามี​มา 5 คน​แล้ว และ​คน​ที่​อยู่​ด้วย​ตอน​นี้​ก็​ไม่​ใช่​สามี​คุณ ก็​จริง​อย่าง​ที่​คุณ​ว่า” 19  เธอ​พูด​ว่า “ฉัน​เชื่อ​แล้ว​ว่า​คุณ​เป็น​ผู้​พยากรณ์+ 20  ปู่​ย่า​ตา​ยาย​ของ​เรา​นมัสการ​พระเจ้า​บน​ภูเขา​นี้ แต่​พวก​คุณ​ที่​เป็น​คน​ยิว​บอก​ว่า​จะ​ต้อง​ไป​นมัสการ​ที่​กรุง​เยรูซาเล็ม​เท่า​นั้น”+ 21  พระ​เยซู​บอก​เธอ​ว่า “เชื่อ​ผม​เถอะ ใกล้​จะ​ถึง​เวลา​แล้ว​ที่​คุณ​จะ​ไม่​นมัสการ​พระเจ้า​บน​ภูเขา​นี้​หรือ​ที่​กรุง​เยรูซาเล็ม 22  พวก​คุณ​นมัสการ​ผู้​ที่​พวก​คุณ​ไม่​รู้​จัก+ ส่วน​พวก​เรา​นมัสการ​ผู้​ที่​พวก​เรา​รู้​จัก เพราะ​พระเจ้า​เปิด​เผย​ความ​รู้​เกี่ยว​กับ​ความ​รอด​ผ่าน​ทาง​คน​ยิว​ก่อน+ 23  ที่​จริง เวลา​นั้น​เริ่ม​ต้น​แล้ว เมื่อ​คน​ที่​นมัสการ​พระเจ้า​อย่าง​ถูก​ต้อง​จะ​นมัสการ​โดย​ให้​พลัง​ของ​พระเจ้า​ชี้​นำ​และ​นมัสการ​อย่าง​ที่​สอดคล้อง​กับ​ความ​จริง พระเจ้า​มอง​หา​คน​อย่าง​นั้น​ให้​มา​นมัสการ​พระองค์+ 24  พระเจ้า​เป็น​ผู้​ที่​มนุษย์​มอง​ไม่​เห็น+ และ​คน​ที่​นมัสการ​พระองค์​ต้อง​นมัสการ​โดย​ให้​พลัง​ของ​พระเจ้า​ชี้​นำ​และ​นมัสการ​อย่าง​ที่​สอดคล้อง​กับ​ความ​จริง”+ 25  ผู้​หญิง​คน​นั้น​พูด​กับ​พระ​เยซู​ว่า “ฉัน​รู้​ว่า​เมสสิยาห์​ที่​คน​เขา​เรียก​กัน​ว่า​พระ​คริสต์​กำลัง​จะ​มา เมื่อ​ท่าน​มา​แล้ว ท่าน​จะ​อธิบาย​ทุก​อย่าง​ให้​เรา​เข้าใจ”+ 26  พระ​เยซู​บอก​เธอ​ว่า “คน​ที่​กำลัง​คุย​กับ​คุณ​อยู่​นี่​แหละ​คือ​ท่าน​ผู้​นั้น”+ 27  ตอน​นั้น​เอง พวก​สาวก​ก็​กลับ​มา พวก​เขา​แปลก​ใจ​ที่​เห็น​พระ​เยซู​คุย​กับ​ผู้​หญิง แต่​ก็​ไม่​มี​ใคร​ถาม​ท่าน​ว่า “ท่าน​ทำ​อะไร​อยู่?” หรือ “ทำไม​ท่าน​ถึง​คุย​กับ​ผู้​หญิง?” 28  ผู้​หญิง​คน​นั้น​ทิ้ง​ไห​น้ำ​ไว้​ที่​นั่น แล้ว​เข้า​ไป​บอก​คน​ใน​เมือง​ว่า 29  “มี​ผู้​ชาย​คน​หนึ่ง​บอก​ได้​หมด​ว่า​ฉัน​เคย​ทำ​อะไร​มา​บ้าง มา​ดู​สิ เขา​จะ​ใช่​พระ​คริสต์​หรือ​เปล่า?” 30  พวก​เขา​ก็​พา​กัน​ออก​จาก​เมือง​มา​หา​พระ​เยซู 31  ระหว่าง​นั้น พวก​สาวก​ชวน​พระ​เยซู​ว่า “กิน​อะไร​หน่อย​สิ​ครับ อาจารย์”+ 32  แต่​ท่าน​บอก​พวก​เขา​ว่า “ผม​มี​อาหาร​ที่​พวก​คุณ​ไม่​รู้​จัก” 33  พวก​สาวก​จึง​คุย​กัน​ว่า “มี​ใคร​เอา​อะไร​มา​ให้​ท่าน​กิน​แล้ว​หรือ?” 34  พระ​เยซู​บอก​พวก​เขา​ว่า “อาหาร​ของ​ผม​คือ​การ​ทำ​ตาม​ความ​ประสงค์​ของ​ผู้​ที่​ใช้​ผม​มา+และ​ทำ​งาน​ของ​พระองค์​ให้​สำเร็จ+ 35  พวก​คุณ​พูด​กัน​ไม่​ใช่​หรือ​ว่า อีก 4 เดือน​จะ​ถึง​ฤดู​เกี่ยว​ข้าว? แต่​ผม​จะ​บอก​ว่า เงย​หน้า​มอง​ดู​ทุ่ง​นา​สิ รวง​ข้าว​เหลือง​อร่าม​พร้อม​จะ​เกี่ยว+ได้​แล้ว 36  คน​เกี่ยว​ก็​กำลัง​รับ​ค่า​จ้าง​และ​กำลัง​รวบ​รวม​พืช​ผล พืช​ผล​นั้น​คือ​คน​ที่​จะ​ได้​ชีวิต​ตลอด​ไป ดัง​นั้น ทั้ง​คน​หว่าน​และ​คน​เกี่ยว​จะ​มี​ความ​สุข​ด้วย​กัน+ 37  จะ​ได้​เป็น​ไป​ตาม​คำ​พูด​ที่​ว่า คน​หนึ่ง​หว่าน​และ​อีก​คน​หนึ่ง​เกี่ยว 38  ผม​ส่ง​พวก​คุณ​ไป​เกี่ยว​สิ่ง​ที่​พวก​คุณ​ไม่​ได้​ลง​แรง​หว่าน คน​อื่น​ลง​แรง และ​คุณ​ได้​ประโยชน์​จาก​น้ำ​พัก​น้ำ​แรง​ของ​พวก​เขา” 39  มี​คน​สะมาเรีย​หลาย​คน​จาก​เมือง​นั้น​เชื่อ​ใน​พระ​เยซู​เพราะ​ผู้​หญิง​คน​นั้น​บอก​ว่า “ท่าน​ผู้​นี้​บอก​ได้​หมด​ว่า​ฉัน​เคย​ทำ​อะไร​มา​บ้าง”+ 40  คน​สะมาเรีย​ก็​มา​หา​ท่าน​และ​ขอร้อง​ให้​ท่าน​พัก​อยู่​กับ​พวก​เขา พระ​เยซู​จึง​พัก​อยู่​ที่​นั่น 2 วัน 41  ผล​ก็​คือ มี​อีก​หลาย​คน​มา​เชื่อ​ท่าน​เพราะ​ได้​ฟัง​ท่าน​สอน 42  พวก​เขา​พูด​กับ​ผู้​หญิง​คน​นั้น​ว่า “ที่​พวก​เรา​เชื่อ​ไม่​ใช่​เพราะ​ได้​ยิน​จาก​คุณ​เท่า​นั้น แต่​เพราะ​ได้​ยิน​กับ​หู​ของ​เรา​เอง ตอน​นี้​เรา​รู้​แล้ว​ว่า ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​ผู้​ช่วย​โลก​ให้​รอด​จริง ๆ”+ 43  เมื่อ​อยู่​ที่​นั่น 2 วัน​แล้ว พระ​เยซู​ก็​เดิน​ทาง​ต่อ​ไป​ที่​แคว้น​กาลิลี 44  (พระ​เยซู​เคย​บอก​ว่า​ผู้​พยากรณ์​ไม่​ได้​รับ​ความ​นับถือ​ใน​ถิ่น​ของ​ตัว​เอง)+ 45  เมื่อ​ท่าน​มา​ถึง​แคว้น​กาลิลี คน​กาลิลี​ก็​ต้อนรับ​ท่าน​เพราะ​เคย​เห็น​สิ่ง​ต่าง ๆ ที่​ท่าน​ทำ+ตอน​ที่​พวก​เขา​ไป​ร่วม​เทศกาล​ใน​กรุง​เยรูซาเล็ม+ 46  แล้ว​พระ​เยซู​ก็​ไป​ที่​เมือง​คานา​ใน​แคว้น​กาลิลี​ซึ่ง​เป็น​เมือง​ที่​ท่าน​เคย​เปลี่ยน​น้ำ​ให้​เป็น​เหล้า​องุ่น+ มี​ข้าราชการ​คน​หนึ่ง​ใน​เมือง​คาเปอร์นาอุม​ที่​ลูก​ชาย​ป่วย​อยู่ 47  เมื่อ​ข้าราชการ​คน​นั้น​ได้​ข่าว​ว่า​พระ​เยซู​ออก​จาก​แคว้น​ยูเดีย​มา​ที่​แคว้น​กาลิลี เขา​ก็​เดิน​ทาง​มา​หา​ท่าน​และ​ขอ​ให้​ไป​รักษา​ลูก​ชาย​ของ​เขา​ที่​กำลัง​จะ​ตาย 48  แต่​พระ​เยซู​บอก​เขา​ว่า “พวก​คุณ​ที่​อยู่​ใน​แถบ​นี้​ไม่​เชื่อ​ผม​หรอก ถ้า​ไม่​ได้​เห็น​การ​อัศจรรย์​และ​ปาฏิหาริย์​ก่อน”+ 49  ข้าราชการ​คน​นั้น​อ้อน​วอน​ท่าน​ว่า “ท่าน​ครับ ช่วย​ไป​กับ​ผม​ด้วย​เถอะ ไม่​อย่าง​นั้น​ลูก​ของ​ผม​ตาย​แน่” 50  พระ​เยซู​บอก​เขา​ว่า “กลับ​ไป​เถอะ ลูก​ชาย​ของ​คุณ​หาย​ดี​แล้ว”+ เขา​เชื่อ​คำ​พูด​ของ​ท่าน​แล้ว​ก็​ไป 51  ระหว่าง​ทาง ทาส​ของ​เขา​มา​ส่ง​ข่าว​ว่า​ลูก​ชาย​หาย​เป็น​ปกติ​แล้ว 52  เขา​จึง​ถาม​ว่า​ลูก​ชาย​เขา​หาย​ป่วย​ตั้ง​แต่​เมื่อ​ไร พวก​ทาส​ตอบ​ว่า “ลูก​ชาย​ท่าน​หาย​ไข้​ตั้ง​แต่​เมื่อ​วาน​นี้​ตอน​บ่าย​โมง​ครับ”+ 53  พ่อ​ของ​เด็ก​จึง​รู้​ว่า​เป็น​เวลา​เดียว​กับ​ที่​พระ​เยซู​พูด​ว่า “ลูก​ชาย​ของ​คุณ​หาย​ดี​แล้ว”+ ตัว​เขา​และ​ทุก​คน​ใน​บ้าน​จึง​เชื่อ​ใน​พระ​เยซู 54  นี่​เป็น​การ​อัศจรรย์​ครั้ง​ที่​สอง+ซึ่ง​พระ​เยซู​ทำ​ที่​แคว้น​กาลิลี​หลัง​ออก​จาก​แคว้น​ยูเดีย

เชิงอรรถ

แปล​ตรง​ตัว​ว่า “ถ้า​คุณ​รู้​จัก​ของ​ขวัญ​จาก​พระเจ้า”

ข้อมูลสำหรับศึกษา

สะมาเรีย: ใน​สมัย​พระ​เยซู สะมาเรีย​เป็น​แคว้น​หนึ่ง​ของ​โรม​และ​หลาย​ครั้ง​พระ​เยซู​ก็​เดิน​ทาง​ผ่าน​แคว้น​นี้ ใน​เวลา​ต่อ​มา​พวก​สาวก​ได้​ไป​เผยแพร่​คำ​สอน​ของ​ศาสนา​คริสเตียน​ใน​แคว้น​นี้​ด้วย ถึง​แม้​เรา​ไม่​รู้​แน่ชัด​ว่า​เขต​แดน​ของ​สะมาเรีย​ครอบ​คลุม​พื้น​ที่​บริเวณ​ไหน​บ้าง​ใน​ทุก​วัน​นี้ แต่​เรา​รู้​ว่า​ทาง​เหนือ​ของ​เขต​แดน​นี้​ติด​กับ​กาลิลี​และ​ทาง​ใต้​ติด​กับ​ยูเดีย ส่วน​ทาง​ตะวัน​ตก​ติด​กับ​ทะเล​เมดิเตอร์เรเนียน​และ​ทาง​ตะวัน​ออก​ติด​กับ​แม่น้ำ​จอร์แดน พื้น​ที่​ส่วน​ใหญ่​ของ​สะมาเรีย​เคย​เป็น​ของ​ตระกูล​เอฟราอิม​และ​ของ​ตระกูล​มนัสเสห์​ครึ่ง​ตระกูล (ที่​อยู่​ฝั่ง​ตะวัน​ตก​ของ​แม่น้ำ​จอร์แดน) ถึง​แม้​พระ​เยซู​จะ​เคย​ผ่าน​สะมาเรีย​หลาย​ครั้ง​ตอน​ที่​เดิน​ทาง​ไป​กรุง​เยรูซาเล็ม (ยน 4:3-6; ลก 9:51, 52; 17:11) แต่​ท่าน​ก็​บอก​พวก​อัครสาวก​ว่า​ยัง​ไม่​ต้อง​ประกาศ​ใน​เมือง​ต่าง​ ๆ ​ที่​อยู่​ใน​แคว้น​นี้ เพราะ​งาน​มอบหมาย​หลัก​ของ​พวก​เขา​คือ “ไป​หา​เฉพาะ​ชาว​อิสราเอล​ที่​เป็น​เหมือน​แกะ​ที่​หลง​หาย” ซึ่ง​ก็​คือ​ชาว​ยิว (มธ 10:5, 6) แต่​หลัง​จาก​นั้น​ไม่​นาน​ก่อน​ที่​พระ​เยซู​ขึ้น​สวรรค์ ท่าน​สั่ง​สาวก​ว่า​พวก​เขา​ต้อง​ไป​ประกาศ​ข่าว​ดี​ที่​สะมาเรีย​และ “จน​ถึง​สุด​ขอบ​โลก” (กจ 1:8, 9) ตอน​ที่​มี​การ​ข่มเหง​ใน​กรุง​เยรูซาเล็ม สาวก​บาง​คน​โดย​เฉพาะ​ฟีลิป​ได้​ไป​ประกาศ​ทั่ว​สะมาเรีย ต่อ​มา​เปโตร​กับ​ยอห์น​ก็​ถูก​ส่ง​ไป​ที่​นั่น​เพื่อ​ชาว​สะมาเรีย​จะ​ได้​รับ​พลัง​บริสุทธิ์​ด้วย—กจ 8:1-17, 25; 9:31; 15:3

สิคาร์: เมือง​หนึ่ง​ใน​แคว้น​สะมาเรีย​ซึ่ง​เชื่อ​กัน​ว่า​เป็น​ที่​เดียว​กับ​หมู่​บ้าน​อัสคาร์​ที่​อยู่​ใกล้​เมือง​นาบลุส​ใน​ปัจจุบัน ห่าง​จาก​เมือง​เชเคม​ไป​ทาง​ตะวัน​ออก​เฉียง​เหนือ​ประมาณ 1 กม. และ​ห่าง​จาก​บ่อ​น้ำ​ของ​ยาโคบ 700 เมตร (ดูภาค​ผนวก ข​6 และ ข​10) บาง​คน​เชื่อ​ว่า​เมือง​สิคาร์​คือ​เมือง​เชเคม ที่​พวก​เขา​เชื่อ​แบบ​นั้น​เพราะ​ดู​จาก​ข้อ​เขียน​ที่​ไม่​ได้​มา​จาก​พระ​คัมภีร์​ใน​ศตวรรษ​แรก และ​ใน​โคเดกซ์​ไซนายติคุส​ภาษา​ซีรี​แอก​ก็​เรียก​เมือง​สิคาร์​ว่า “สิ​เค​ม” แต่​สำเนา​พระ​คัมภีร์​ภาษา​กรีก​ที่​ดี​ที่​สุด​เรียก​เมือง​นี้​ว่า “สิคาร์” และ​พวก​นัก​โบราณคดี​ก็​ยืน​ยัน​ว่า​ตอน​ที่​ยอห์น​บันทึก​เรื่อง​นี้ บริเวณ​ที่​เป็น​เมือง​เชเคม (เทล บาลา​ทา) ยัง​ไม่​มี​ใคร​เข้า​ไป​อยู่​อาศัย​เลย

ราว​ ๆ 9 โมง​เช้า: แปล​ตรง​ตัว​ว่า “ชั่วโมง​ที่ 3” ใน​สมัย​ศตวรรษ​แรก ชาว​ยิว​นับ​ช่วง​กลางวัน​ยาว 12 ชั่วโมง​เริ่ม​ตั้ง​แต่​ดวง​อาทิตย์​ขึ้น​ตอน​ประมาณ 6 โมง​เช้า (ยน 11:9) ดัง​นั้น ชั่วโมง​ที่ 3 จึง​หมาย​ถึง​ประมาณ 9 โมง​เช้า ชั่วโมง​ที่ 6 หมาย​ถึง​ประมาณ​เที่ยง และ​ชั่วโมง​ที่ 9 หมาย​ถึง​ประมาณ​บ่าย 3 โมง เนื่อง​จาก​ผู้​คน​สมัย​นั้น​ไม่​มี​เครื่อง​บอก​เวลา​ที่​แน่นอน บันทึก​ใน​พระ​คัมภีร์​จึง​มัก​บอก​เวลา​แบบ​ประมาณ—ยน 1:39; 4:6; 19:14; กจ 10:3, 9

บ่อ​น้ำ​ของ​ยาโคบ: เชื่อ​กัน​ว่า​บ่อ​นี้​อยู่​ที่ เบอร์ เย​คับ (เบเออร์ เยคอฟ) ห่าง​จาก​เมือง​นาบลุส​ใน​ปัจจุบัน​ไป​ทาง​ตะวัน​ออก​เฉียง​ใต้​ประมาณ 2.5 กม. และ​อยู่​ไม่​ไกล​จาก เทล บาลา​ทา​ซึ่ง​เป็น​ที่​ตั้ง​ของ​เมือง​เชเคม บ่อ​นี้​ลึก​มาก​และ​น้ำ​ไม่​เคย​ขึ้น​ถึง​ปาก​บ่อ ตอน​ที่​มี​การ​วัด​ความ​ลึก​ของ​บ่อ​ใน​ศตวรรษ​ที่ 19 บ่อ​นี้​ลึก​ประมาณ 23 เมตร แต่​ซาก​ที่​อยู่​ก้น​บ่อ​ทำ​ให้​เชื่อ​ว่า​ใน​อดีต​บ่อ​นี้​อาจ​เคย​ลึก​กว่า​นั้น​อีก (ยน 4:11) เนื่อง​จาก​บ่อ​นี้​มัก​จะ​แห้ง​ช่วง​ปลาย​เดือน​พฤษภาคม​ไป​จน​ถึง​ช่วง​ที่​ฝน​เริ่ม​ตก​ใน​ฤดู​ใบ​ไม้​ร่วง บาง​คน​จึง​คิด​ว่า​น้ำ​ใน​บ่อ​นี้​มา​จาก​น้ำ​ฝน​และ​น้ำ​ที่​ซึม​จาก​ใต้​ดิน แต่​บาง​คน​ก็​คิด​ว่า​น้ำ​ใน​บ่อ​นี้​อาจ​มา​จาก​น้ำพุ​ด้วย (ดู​ข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​คำ​ว่า​บ่อ​น้ำ​ใน​ข้อ​นี้) คัมภีร์​ไบเบิล​ไม่​ได้​บอก​ตรง​ ๆ ​ว่า​ยาโคบ​ขุด​บ่อ​นี้​ขึ้น​มา แต่​บอ​กว่า​ยาโคบ​มี​ที่​ดิน​อยู่​ใน​บริเวณ​นั้น (ปฐก 33:18-20; ยชว 24:32) ดู​เหมือน​ว่า​ยาโคบ​เป็น​คน​ขุด​บ่อ​นี้​หรือ​ไม่​ก็​สั่ง​ให้​คน​ขุด​เพื่อ​จะ​มี​น้ำ​สำหรับ​ครอบครัว​ใหญ่​ของ​เขา​และ​ฝูง​สัตว์​ด้วย การ​ทำ​อย่าง​นี้​อาจ​ช่วย​ให้​ยาโคบ​ไม่​ต้อง​ไป​แย่ง​บ่อ​น้ำ​ของ​เพื่อน​บ้าน​ที่​อยู่​ใน​บริเวณ​นั้น​และ​มี​ปัญหา​กับ​พวก​เขา หรือ​เขา​อาจ​ขุด​บ่อ​นี้​เพื่อ​จะ​มี​แหล่ง​น้ำ​สำรอง​ตอน​ที่​บ่อ​อื่น​ ๆ ​ใน​เขต​นั้น​แห้ง​ไป

พระ​เยซู​นั่ง​พัก​เหนื่อย: นี่​เป็น​ที่​เดียว​ใน​พระ​คัมภีร์​ที่​บอก​ว่า​พระ​เยซู​รู้สึก “เหนื่อย” ตอน​นั้น​เป็น​เวลา​ประมาณ​เที่ยง และ​เช้า​วัน​นั้น​พระ​เยซู​คง​จะ​เดิน​ทาง​มา​จาก​หุบเขา​จอร์แดน​ใน​แคว้น​ยูเดีย​ขึ้น​มา​ที่​เมือง​สิคาร์​ใน​แคว้น​สะมาเรีย​ซึ่ง​อยู่​สูง​กว่า​ถึง​เกือบ 900 เมตร—ยน 4:3-5; ดูภาค​ผนวก ก​7

บ่อ​น้ำ: หรือ “น้ำพุ” ใน​ท้อง​เรื่อง​นี้ มี​การ​ใช้​คำ​กรีก 2 คำ​เมื่อ​พูด​ถึง​บ่อ​น้ำ​ของ​ยาโคบ​ที่​สิคาร์ มี​การ​ใช้​คำ​กรีก เพเก ที่​แปล​ว่า “บ่อ​น้ำ” 2 ครั้ง​ใน​ข้อ​นี้ คำ​นี้​มัก​จะ​ใช้​หมาย​ถึง​น้ำพุ​ซึ่ง​อาจ​เป็น​แหล่ง​น้ำ​ใน​บ่อ​น้ำ​ของ​ยาโคบ ที่ ยก 3:11 ใช้​คำ​ว่า “น้ำพุ” ใน​ความ​หมาย​ตาม​ตัว​อักษร ส่วน​ที่ ยน 4:14 ก็​ใช้​คำ​นี้​ใน​ความ​หมาย​เป็น​นัย ที่ ยน 4:12 ใช้​คำ​กรีก ฟะเระอาร์ เมื่อ​พูด​ถึง​บ่อ​น้ำ​ของ​ยาโคบ คำ​นี้​อาจ​มี​ความ​หมาย​ว่า​บ่อ บ่อ​เก็บ​น้ำ หรือ​ช่อง​บาดาล (1​ซม 19:22; ลก 14:5; วว 9:1, ฉบับ 1971) น้ำ​ใน​บ่อ​มัก​มา​จาก​น้ำพุ บาง​ครั้ง​จึง​มี​การ​ทำ​ความ​สะอาด​น้ำพุ​และ​ขุด​ให้​ลึก​ขึ้น ซึ่ง​ช่วย​ให้​เข้าใจ​ว่า​ทำไม​คำ​ว่า “น้ำพุ” และ “บ่อ​น้ำ” ถึง​ใช้​สลับ​กัน​ได้—ดู​ข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​คำ​ว่า​บ่อ​น้ำ​ของ​ยาโคบ​ใน​ข้อ​นี้

ประมาณ​เที่ยง: แปล​ตรง​ตัว​ว่า “ชั่วโมง​ที่ 6”—ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ มธ 20:3

คน​ยิว​ไม่​ยุ่ง​เกี่ยว​กับ​คน​สะมาเรีย: คน​สะมาเรีย​ที่​พูด​ถึง​ครั้ง​แรก​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล​ก็​คือ​คน​ยิว​ที่​อยู่​ใน​อาณาจักร 10 ตระกูล​ก่อน​ที่​จะ​ถูก​พวก​อัสซีเรีย​พิชิต (2​พก 17:29) คน​สะมาเรีย​เริ่ม​แยก​ออก​จาก​คน​ยิว​ตั้ง​แต่​สมัย​ที่​เยโรโบอัม​ตั้ง​การ​นมัสการ​รูป​เคารพ​ใน​อาณาจักร 10 ตระกูล​ทาง​เหนือ (1พก 12:26-30) หลัง​จาก​ดินแดน​นั้น​ตก​เป็น​ของ​อัสซีเรีย คำ​ว่า “คน​สะมาเรีย” ก็​หมาย​ถึง​ลูก​หลาน​ของ​คน​ที่​เหลือ​อยู่​ใน​ดินแดน​นั้น รวม​ทั้ง​คน​ต่าง​ชาติ​ที่​พวก​อัสซีเรีย​ให้​ไป​อยู่​ที่​นั่น แม้​คน​สะมาเรีย​จะ​อ้าง​ว่า​เขา​เป็น​ลูก​หลาน​ของ​คน​ตระกูล​มนัสเสห์​และ​เอฟราอิม แต่​บาง​คน​ต้อง​เป็น​ลูก​ผสม​ของ​คน​ต่าง​ชาติ​แน่​ ๆ และ​พระ​คัมภีร์​ก็​บอก​ว่า​การ​ผสมผสาน​ทาง​เชื้อชาติ​แบบ​นี้​ยิ่ง​ทำ​ให้​การ​นมัสการ​ใน​สะมาเรีย​แปดเปื้อน​มาก​ขึ้น​ไป​อีก (2พก 17:24-41) ตอน​ที่​ชาว​ยิว​กลับ​จาก​การ​เป็น​เชลย​ใน​บาบิโลน ชาว​สะมาเรีย​ก็​อ้าง​ว่า​พวก​เขา​นมัสการ​พระ​ยะโฮวา​เหมือน​กัน แต่​พวก​เขา​กลับ​ขัด​ขวาง​การ​สร้าง​วิหาร​และ​สร้าง​กำแพง​กรุง​เยรูซาเล็ม​ขึ้น​ใหม่ และ​ประมาณ​ศตวรรษ​ที่ 4 ก่อน ค.ศ. พวก​เขา​สร้าง​วิหาร​ของ​ตัว​เอง​บน​ภูเขา​เกริซิม​ซึ่ง​ถูก​ชาว​ยิว​ทำลาย​ใน​ปี 128 ก่อน ค.ศ. แต่​ชาว​สะมาเรีย​ยัง​คง​นมัสการ​บน​ภูเขา​นั้น​ต่อ​ไป และ​ใน​สมัย​ศตวรรษ​แรก พวก​เขา​ก็​มา​อาศัย​อยู่​ที่​แคว้น​สะมาเรีย​ของ​โรม​ซึ่ง​อยู่​ระหว่าง​แคว้น​ยูเดีย​กับ​แคว้น​กาลิลี คน​สะมาเรีย​ยอม​รับ​เฉพาะ​หนังสือ 5 เล่ม​แรก​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล​และ​อาจ​รวม​ถึง​หนังสือ​โยชูวา​ด้วย แต่​พวก​เขา​เปลี่ยน​ข้อ​ความ​ใน​พระ​คัมภีร์​บาง​ข้อ​เพื่อ​สนับสนุน​ที่​ตั้ง​วิหาร​ของ​พวก​เขา ใน​สมัย​พระ​เยซู คำ​ว่า​สะมาเรีย​เป็น​ทั้ง​ชื่อ​ชน​ชาติ​และ ​ชื่อ​ศาสนา และ​ชาว​ยิว​มัก​ดูถูก​คน​สะมาเรีย—ยน 8:48

. . . กับ​คน​สะมาเรีย: แม้​สำเนา​พระ​คัมภีร์​บาง​ฉบับ​จะ​ไม่​มี​ข้อ​ความ​ใน​วง​เล็บ แต่​สำเนา​เก่าแก่​ที่​เชื่อถือ​ได้​จำนวน​มาก​มี​ข้อ​ความ​นี้​อยู่

น้ำ​ที่​ผม​ให้: คำ​ว่า “น้ำ” และ “น้ำพุ” ใน​ข้อ​นี้​ใช้​ใน​ความ​หมาย​เป็น​นัย พระ​เยซู​เพิ่ง​บอก​ผู้​หญิง​ชาว​สะมาเรีย​ว่า​ท่าน​จะ​ให้ “น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต” กับ​เธอ (ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ ยน 4:10) ท่าน​จึง​อธิบาย​ต่อ​ไป​ว่า​น้ำ​ที่​ท่าน​ให้​จะ​กลาย​เป็น​น้ำพุ​ที่​ให้​ชีวิต​ตลอด​ไป คัมภีร์​ไบเบิล​ใช้​น้ำ​เป็น​สัญลักษณ์​ถึง​การ​จัด​เตรียม​ของ​พระเจ้า​เพื่อ​ฟื้นฟู​มนุษย์​ให้​กลับ​สู่​สภาพ​สมบูรณ์ ส่วน​ประกอบ​สำคัญ​ของ​น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต​ก็​คือ​ค่า​ไถ่​ของ​พระ​เยซู ใน​ท้อง​เรื่อง​นี้​พระ​เยซู​เน้น​ถึง​ผล​ประโยชน์​ของ​การ​เชื่อ​ฟัง​และ​เข้า​มา​เป็น​สาวก คน​ที่ “มา​รู้​จัก” พระ​ยะโฮวา​พระเจ้า รู้​จัก​พระ​เยซู​คริสต์ และ​ทำ​ตาม​สิ่ง​ที่​เรียน​ด้วย​ความ​เชื่อ​ก็​จะ​มี​โอกาส​ได้​ชีวิต​ตลอด​ไป (ยน 17:3) พระ​เยซู​บอก​ว่า​สำหรับ​คน​ที่​ยอม​รับ​การ​จัด​เตรียม​นี้ น้ำ​นั้น​จะ​กลาย​เป็น​น้ำพุ​ใน​ตัว​เขา​ที่​ผุด​ขึ้น​มา​เรื่อย​ ๆ ​และ​ให้​ชีวิต​กับ​เขา คน​แบบ​นี้​จะ​อยาก​แบ่ง​ปัน “น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต” กับ​คน​อื่น​ด้วย—วว 21:6; 22:1, 17; ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ ยน 7:38

น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต: คำ​นี้​ใน​ภาษา​กรีก​มี​ความ​หมาย​ตรง​ตัว​ว่า น้ำ​ที่​มี​ชีวิต น้ำ​ที่​ไหล​อยู่​ตลอด น้ำพุ หรือ​น้ำ​จืด​ใน​บ่อ​ที่​ไหล​มา​จาก​น้ำพุ ซึ่ง​ต่าง​จาก​น้ำ​ที่​อยู่​นิ่ง​ ๆ ​ใน​บ่อ​เก็บ​น้ำ​ใต้​ดิน ใน ลนต 14:5 คำ​ภาษา​ฮีบรู​ที่​แปล​ว่า “น้ำ​ที่​ได้​จาก​ลำธาร” มี​ความ​หมาย​ตรง​ตัว​ว่า “น้ำ​ที่​มี​ชีวิต” และ​ใน ยรม 2:13 และ 17:13 พูด​ถึง​พระ​ยะโฮวา​ว่า​เป็น “แหล่ง​น้ำ [หรือ “น้ำพุ”] ที่​ให้​ชีวิต” ตอน​ที่​พระ​เยซู​พูด​กับ​ผู้​หญิง​สะมาเรีย​และ​ใช้​คำ​ว่า “น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต” ท่าน​ไม่​ได้​หมาย​ถึง​น้ำ​ที่​อยู่​ใน​บ่อ แต่​ผู้​หญิง​สะมาเรีย​เข้าใจ​ว่า​พระ​เยซู​หมาย​ถึง​น้ำ​ที่​เธอ​กำลัง​ตัก—ยน 4:11; ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ ยน 4:14

บ่อ​น้ำ​ของ​ยาโคบ: เชื่อ​กัน​ว่า​บ่อ​นี้​อยู่​ที่ เบอร์ เย​คับ (เบเออร์ เยคอฟ) ห่าง​จาก​เมือง​นาบลุส​ใน​ปัจจุบัน​ไป​ทาง​ตะวัน​ออก​เฉียง​ใต้​ประมาณ 2.5 กม. และ​อยู่​ไม่​ไกล​จาก เทล บาลา​ทา​ซึ่ง​เป็น​ที่​ตั้ง​ของ​เมือง​เชเคม บ่อ​นี้​ลึก​มาก​และ​น้ำ​ไม่​เคย​ขึ้น​ถึง​ปาก​บ่อ ตอน​ที่​มี​การ​วัด​ความ​ลึก​ของ​บ่อ​ใน​ศตวรรษ​ที่ 19 บ่อ​นี้​ลึก​ประมาณ 23 เมตร แต่​ซาก​ที่​อยู่​ก้น​บ่อ​ทำ​ให้​เชื่อ​ว่า​ใน​อดีต​บ่อ​นี้​อาจ​เคย​ลึก​กว่า​นั้น​อีก (ยน 4:11) เนื่อง​จาก​บ่อ​นี้​มัก​จะ​แห้ง​ช่วง​ปลาย​เดือน​พฤษภาคม​ไป​จน​ถึง​ช่วง​ที่​ฝน​เริ่ม​ตก​ใน​ฤดู​ใบ​ไม้​ร่วง บาง​คน​จึง​คิด​ว่า​น้ำ​ใน​บ่อ​นี้​มา​จาก​น้ำ​ฝน​และ​น้ำ​ที่​ซึม​จาก​ใต้​ดิน แต่​บาง​คน​ก็​คิด​ว่า​น้ำ​ใน​บ่อ​นี้​อาจ​มา​จาก​น้ำพุ​ด้วย (ดู​ข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​คำ​ว่า​บ่อ​น้ำ​ใน​ข้อ​นี้) คัมภีร์​ไบเบิล​ไม่​ได้​บอก​ตรง​ ๆ ​ว่า​ยาโคบ​ขุด​บ่อ​นี้​ขึ้น​มา แต่​บอ​กว่า​ยาโคบ​มี​ที่​ดิน​อยู่​ใน​บริเวณ​นั้น (ปฐก 33:18-20; ยชว 24:32) ดู​เหมือน​ว่า​ยาโคบ​เป็น​คน​ขุด​บ่อ​นี้​หรือ​ไม่​ก็​สั่ง​ให้​คน​ขุด​เพื่อ​จะ​มี​น้ำ​สำหรับ​ครอบครัว​ใหญ่​ของ​เขา​และ​ฝูง​สัตว์​ด้วย การ​ทำ​อย่าง​นี้​อาจ​ช่วย​ให้​ยาโคบ​ไม่​ต้อง​ไป​แย่ง​บ่อ​น้ำ​ของ​เพื่อน​บ้าน​ที่​อยู่​ใน​บริเวณ​นั้น​และ​มี​ปัญหา​กับ​พวก​เขา หรือ​เขา​อาจ​ขุด​บ่อ​นี้​เพื่อ​จะ​มี​แหล่ง​น้ำ​สำรอง​ตอน​ที่​บ่อ​อื่น​ ๆ ​ใน​เขต​นั้น​แห้ง​ไป

ยาโคบ​บรรพบุรุษ​ของ​พวก​เรา: คน​สะมาเรีย​อ้าง​ว่า​พวก​เขา​สืบ​เชื้อ​สาย​มา​จาก​ยาโคบ​ผ่าน​ทาง​โยเซฟ ซึ่ง​ชาว​ยิว​จำนวน​มาก​ใน​สมัย​นั้น​คง​ไม่​ยอม​รับ เพื่อ​ตอก​ย้ำ​ว่า​คน​สะมาเรีย​สืบ​เชื้อ​สาย​มา​จาก​คน​ต่าง​ชาติ ชาว​ยิว​บาง​คน​จึง​เรียก​พวก​เขา​ด้วย​คำ​ภาษา​ฮีบรู​ว่า “พวก​คูธิม” หรือ “พวก​คูธา” ซึ่ง​หมาย​ถึง​ชาว​คูธ​และ​ชาว​คูธาห์ คูธ​และ​คูธาห์​เป็น​ชื่อ​บ้าน​เกิด​เมือง​นอน​ของ​คน​ที่​ถูก​กษัตริย์​อัสซีเรีย​สั่ง​ให้​ย้าย​มา​อยู่​ใน​เมือง​ต่าง​ ๆ ​ของ​สะมาเรีย​หลัง​จาก​ที่​ชาว​อิสราเอล​ถูก​จับ​ไป​เป็น​เชลย​ใน​ปี 740 ก่อน ค.ศ. ดู​เหมือน​ว่า​สถาน​ที่ 2 แห่ง​นี้​อยู่​ห่าง​จาก​บาบิโลน​ไป​ทาง​ตะวัน​ออก​เฉียง​เหนือ​ประมาณ 50 กม.—2​พก 17:23, 24, 30

น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต: คำ​นี้​ใน​ภาษา​กรีก​มี​ความ​หมาย​ตรง​ตัว​ว่า น้ำ​ที่​มี​ชีวิต น้ำ​ที่​ไหล​อยู่​ตลอด น้ำพุ หรือ​น้ำ​จืด​ใน​บ่อ​ที่​ไหล​มา​จาก​น้ำพุ ซึ่ง​ต่าง​จาก​น้ำ​ที่​อยู่​นิ่ง​ ๆ ​ใน​บ่อ​เก็บ​น้ำ​ใต้​ดิน ใน ลนต 14:5 คำ​ภาษา​ฮีบรู​ที่​แปล​ว่า “น้ำ​ที่​ได้​จาก​ลำธาร” มี​ความ​หมาย​ตรง​ตัว​ว่า “น้ำ​ที่​มี​ชีวิต” และ​ใน ยรม 2:13 และ 17:13 พูด​ถึง​พระ​ยะโฮวา​ว่า​เป็น “แหล่ง​น้ำ [หรือ “น้ำพุ”] ที่​ให้​ชีวิต” ตอน​ที่​พระ​เยซู​พูด​กับ​ผู้​หญิง​สะมาเรีย​และ​ใช้​คำ​ว่า “น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต” ท่าน​ไม่​ได้​หมาย​ถึง​น้ำ​ที่​อยู่​ใน​บ่อ แต่​ผู้​หญิง​สะมาเรีย​เข้าใจ​ว่า​พระ​เยซู​หมาย​ถึง​น้ำ​ที่​เธอ​กำลัง​ตัก—ยน 4:11; ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ ยน 4:14

สาย​น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต​จะ​ไหล​ออก​มา: ใน​ข้อ​นี้​พระ​เยซู​อาจ​อ้าง​ถึง​ธรรมเนียม​อย่าง​หนึ่ง​ที่​ทำ​กัน​ใน​ช่วง​เทศกาล​อยู่​เพิง คือ​การ​เอา​เหยือก​ทองคำ​ไป​ตัก​น้ำ​จาก​สระ​สิโลอัม และ​เอา​มา​เท​พร้อม​กับ​เหล้า​องุ่น​ลง​บน​แท่น​บูชา​ตอน​ที่​มี​การ​ถวาย​เครื่อง​บูชา​ใน​ตอน​เช้า (ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ ยน 7:2; ส่วน​อธิบาย​ศัพท์​คำ​ว่า “เทศกาล​อยู่​เพิง” และภาค​ผนวก ข​15) แม้​ใน​พระ​คัมภีร์​ภาค​ภาษา​ฮีบรู​ไม่​ได้​พูด​ถึง​ธรรมเนียม​นี้ แต่​ก็​เป็น​ธรรมเนียม​ที่​ชาว​ยิว​ทำ​กัน​ใน​เวลา​ต่อ​มา และ​ผู้​เชี่ยวชาญ​ด้าน​พระ​คัมภีร์​ส่วน​ใหญ่​บอก​ว่า​ธรรมเนียม​นี้​จะ​ทำ​ทั้ง​หมด 7 วัน​แต่​ไม่​ทำ​ใน​วัน​ที่​แปด และ​เนื่อง​จาก​วัน​แรก​ของ​เทศกาล​อยู่​เพิง​ตรง​กับ​วัน​สะบาโต ปุโรหิต​คน​หนึ่ง​จะ​เอา​น้ำ​ใน​เหยือก​ซึ่ง​ตัก​มา​จาก​สระ​สิโลอัม 1 วัน​ก่อน​หน้า​นั้น​มา​เท​บน​แท่น ส่วน​วัน​ต่อ​ ๆ ​มา ปุโรหิต​จะ​เอา​เหยือก​ทองคำ​ไป​ตัก​น้ำ​ที่​สระ​สิโลอัม และ​จะ​กะ​เวลา​กลับ​มา​ที่​วิหาร​ให้​ตรง​กับ​ตอน​ที่​ปุโรหิต​คน​อื่น​ ๆ ​กำลัง​เอา​เครื่อง​บูชา​มา​วาง​บน​แท่น พอ​เขา​เดิน​ผ่าน​ประตู​น้ำ​เข้า​มา​ที่​ลาน​สำหรับ​ปุโรหิต จะ​มี​การ​เป่า​แตร 3 ครั้ง​เพื่อ​บอก​ว่า​เขา​มา​ถึง​แล้ว จาก​นั้น​เขา​จะ​เท​น้ำ​ใน​เหยือก​ลง​บน​อ่าง​ใบ​หนึ่ง​ที่​ไหล​ไป​ถึง​ฐาน​ของ​แท่น​บูชา และ​ใน​เวลา​เดียว​กัน​ก็​เท​เหล้า​องุ่น​ลง​บน​อ่าง​อีก​ใบ​หนึ่ง จาก​นั้น​จะ​มี​การ​เล่น​ดนตรี​ใน​วิหาร​พร้อม​กับ​ร้อง​เพลง​ฮัลเลล (สด 113-118) ผู้​นมัสการ​ที่​อยู่​นอก​วิหาร​จะ​โบก​ใบ​ปาล์ม​ไป​ทาง​แท่น​บูชา ธรรมเนียม​นี้​อาจ​ทำ​ให้​ผู้​ที่​เฉลิม​ฉลอง​อย่าง​มี​ความ​สุข​นึก​ถึง​คำ​พยากรณ์​ของ​อิสยาห์​ที่​บอก​ว่า “พวก​คุณ​จะ​ตัก​น้ำ​ด้วย​ความ​ยินดี เป็น​น้ำ​จาก​น้ำพุ​ที่​ช่วย​ชีวิต​ให้​รอด”—อสย 12:3

น้ำ​ที่​ผม​ให้: คำ​ว่า “น้ำ” และ “น้ำพุ” ใน​ข้อ​นี้​ใช้​ใน​ความ​หมาย​เป็น​นัย พระ​เยซู​เพิ่ง​บอก​ผู้​หญิง​ชาว​สะมาเรีย​ว่า​ท่าน​จะ​ให้ “น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต” กับ​เธอ (ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ ยน 4:10) ท่าน​จึง​อธิบาย​ต่อ​ไป​ว่า​น้ำ​ที่​ท่าน​ให้​จะ​กลาย​เป็น​น้ำพุ​ที่​ให้​ชีวิต​ตลอด​ไป คัมภีร์​ไบเบิล​ใช้​น้ำ​เป็น​สัญลักษณ์​ถึง​การ​จัด​เตรียม​ของ​พระเจ้า​เพื่อ​ฟื้นฟู​มนุษย์​ให้​กลับ​สู่​สภาพ​สมบูรณ์ ส่วน​ประกอบ​สำคัญ​ของ​น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต​ก็​คือ​ค่า​ไถ่​ของ​พระ​เยซู ใน​ท้อง​เรื่อง​นี้​พระ​เยซู​เน้น​ถึง​ผล​ประโยชน์​ของ​การ​เชื่อ​ฟัง​และ​เข้า​มา​เป็น​สาวก คน​ที่ “มา​รู้​จัก” พระ​ยะโฮวา​พระเจ้า รู้​จัก​พระ​เยซู​คริสต์ และ​ทำ​ตาม​สิ่ง​ที่​เรียน​ด้วย​ความ​เชื่อ​ก็​จะ​มี​โอกาส​ได้​ชีวิต​ตลอด​ไป (ยน 17:3) พระ​เยซู​บอก​ว่า​สำหรับ​คน​ที่​ยอม​รับ​การ​จัด​เตรียม​นี้ น้ำ​นั้น​จะ​กลาย​เป็น​น้ำพุ​ใน​ตัว​เขา​ที่​ผุด​ขึ้น​มา​เรื่อย​ ๆ ​และ​ให้​ชีวิต​กับ​เขา คน​แบบ​นี้​จะ​อยาก​แบ่ง​ปัน “น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต” กับ​คน​อื่น​ด้วย—วว 21:6; 22:1, 17; ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ ยน 7:38

ภูเขา​นี้: คือ​ภูเขา​เกริซิม (ดูภาค​ผนวก ข​10) มี​การ​พูด​ถึง​ภูเขา​นี้ 4 ครั้ง​ใน​พระ​คัมภีร์​ภาค​ภาษา​ฮีบรู (ฉธบ 11:29; 27:12; ยชว 8:33; วนฉ 9:7) ดู​เหมือน​ว่า​วิหาร​ของ​ชาว​สะมาเรีย​ซึ่ง​เป็น​คู่​แข่ง​ของ​วิหาร​ใน​กรุง​เยรูซาเล็ม​ถูก​สร้าง​ขึ้น​บน​ภูเขา​นี้​ใน​ช่วง​ศตวรรษ​ที่ 4 ก่อน ค.ศ. และ​วิหาร​นี้​ถูก​ชาว​ยิว​ทำลาย​ใน​ปี 128 ก่อน ค.ศ. ชาว​สะมาเรีย​ยอม​รับ​หนังสือ 5 เล่ม​แรก​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล​และ​อาจ​รวม​ถึง​หนังสือ​โยชูวา​ด้วย แต่​พวก​เขา​ยอม​รับ​เฉพาะ​ฉบับ​ของ​พวก​เขา​เอง​ที่​มี​การ​ปรับ​ปรุง​แก้ไข​ซึ่ง​เรียก​ว่า​เพนทาทุก​ของ​สะมาเรีย หนังสือ​นี้​เขียน​ด้วย​ตัว​อักษร​ของ​พวก​เขา​เอง​ซึ่ง​ประยุกต์​มา​จาก​อักษร​ฮีบรู​โบราณ ข้อ​ความ​ใน​เพนทาทุก​ของ​สะมาเรีย​แตกต่าง​จาก​พระ​คัมภีร์​ภาษา​ฮีบรู​ของ​พวก​มาโซเรต​ประมาณ 6,000 ที่ ส่วน​ใหญ่​แล้ว​แตกต่าง​กัน​แค่​ราย​ละเอียด​เล็ก​ ๆ ​น้อย​ ๆ แต่​ก็​มี​บาง​จุด​ที่​แตกต่าง​กัน​มาก เช่น​ที่ ฉธบ 27:4 มี​การ​ใช้​คำ​ว่า “ภูเขา​เกริซิม” แทน​คำ​ว่า “ภูเขา​เอบาล” ซึ่ง​เป็น​ที่​ที่​มี​การ​เขียน​กฎหมาย​ของ​โมเสส​บน​แผ่น​หิน (ฉธบ 27:8) เห็น​ได้​ชัด​เลย​ว่า​พวก​เขา​ปรับ​เปลี่ยน​แบบ​นี้​เพื่อ​ให้​เข้า​กับ​ความ​เชื่อ​ของ​ชาว​สะมาเรีย​ที่​ว่า​ภูเขา​เกริซิม​เป็น​ภูเขา​ศักดิ์สิทธิ์​ของ​พระเจ้า

ความ​รอด​ผ่าน​ทาง​คน​ยิว​ก่อน: หรือ “ความ​รอด​เริ่ม​ต้น​กับ​คน​ยิว” คำ​พูด​ของ​พระ​เยซู​บอก​ให้​รู้​ว่า​คน​ยิว​เป็น​ชาติ​ที่​ได้​รับ​พระ​คัมภีร์ การ​นมัสการ​ที่​บริสุทธิ์ และ​ความ​จริง​ที่​ทำ​ให้​ได้​รับ​ความ​รอด (รม 3:1, 2) นอก​จาก​นั้น พวก​เขา​ยัง​ถูก​เลือก​ให้​เป็น​ชาติ​ที่​เมสสิยาห์​จะ​มา​เกิด​เพื่อ​ทำ​ให้​คำ​สัญญา​ของ​พระเจ้า​เกี่ยว​กับ “ลูก​หลาน” ของ​อับราฮัม​เป็น​จริง (ปฐก 22:18; กท 3:16) ตอน​ที่​พระ​เยซู​พูด​กับ​ผู้​หญิง​สะมาเรีย​คน​นี้ ใคร​ก็​ตาม​ที่​อยาก​รู้​ความ​จริง​เกี่ยว​กับ​พระเจ้า​และ​สิ่ง​ที่​พระเจ้า​ต้องการ หรือ​อยาก​รู้​ราย​ละเอียด​เกี่ยว​กับ​เมสสิยาห์​ก็​ต้อง​เรียน​รู้​จาก​ชาว​ยิว​เท่า​นั้น ตอน​นั้น​ชาว​ยิว​ยัง​เป็น​ช่อง​ทาง​เดียว​ที่​พระเจ้า​ใช้ และ​คน​ที่​อยาก​รับใช้​พระ​ยะโฮวา​ต้อง​เข้า​มา​สมทบ​กับ​ชาติ​นี้

พระเจ้า​เป็น​ผู้​ที่​มนุษย์​มอง​ไม่​เห็น: ใน​ข้อ​นี้​มี​การ​ใช้​คำ​กรีก พะนือมา เพื่อ​พูด​ถึง​ร่าง​กาย​ของ​พระเจ้า (ดู​ส่วน​อธิบาย​ศัพท์​คำ​ว่า “พลัง”) คัมภีร์​ไบเบิล​บอก​ว่า​พระเจ้า พระ​เยซู​ตอน​ที่​อยู่​บน​สวรรค์ และ​พวก​ทูตสวรรค์​มี​ร่าง​กาย​ที่​มนุษย์​มอง​ไม่​เห็น (1คร 15:45; 2คร 3:17; ฮบ 1:14) “ร่าง​กาย​สำหรับ​สวรรค์” แบบ​นี้​เหนือ​กว่า​และ​แตกต่าง​อย่าง​มาก​กับ “ร่าง​กาย​ที่​มี​เลือด​เนื้อ” ของ​มนุษย์ (1คร 15:44; ยน 1:18) ถึง​แม้​ผู้​เขียน​คัมภีร์​ไบเบิล​บอก​ว่า​พระเจ้า​มี​หน้า มี​ตา มี​หู มี​มือ และ​มี​อวัยวะ​อื่น​ ๆ แต่​นั่น​เป็น​แค่​คำ​เปรียบ​เทียบ​ที่​ช่วย​ให้​มนุษย์​เข้าใจ​ว่า​พระเจ้า​เป็น​อย่าง​ไร คัมภีร์​ไบเบิล​บอก​ชัดเจน​ว่า​พระเจ้า​มี​บุคลิก​แบบ​ไหน​และ​บอก​ด้วย​ว่า​พระองค์​อยู่​ใน​ที่​ที่​สูง​ส่ง​เกิน​กว่า​ที่​มนุษย์​จะ​ไป​ถึง พระ​เยซู​คริสต์​จึง​บอก​ว่า​ท่าน​จะ “กลับ​ไป​หา​พระเจ้า​ผู้​เป็น​พ่อ” (ยน 16:28) และ​ที่ ฮบ 9:24 ก็​บอก​ว่า​พระ​เยซู​คริสต์​ต้อง “เข้า​ไป​ใน​สถาน​บริสุทธิ์ . . . เพื่อ​ปรากฏ​ตัว​ต่อ​หน้า​พระเจ้า​เพื่อ​เรา”

นมัสการ​โดย​ให้​พลัง​ของ​พระเจ้า​ชี้​นำ: อย่าง​ที่​เห็น​ใน​ส่วน​อธิบาย​ศัพท์​คำ​ว่า “พลัง” คำ​กรีก พะนือมา มี​ความ​หมาย​หลาย​อย่าง เช่น พลัง​ที่​พระเจ้า​ใช้​ใน​การ​ทำ​สิ่ง​ต่าง​ ๆ ​หรือ​พลัง​บริสุทธิ์ รวม​ทั้ง​หมาย​ถึง​พลัง​ที่​กระตุ้น​ความ​คิด​จิตใจ​ของ​คน​เรา​ให้​ทำ​อะไร​บาง​อย่าง แม้​คำ​นี้​จะ​มี​ความ​หมาย​หลาย​อย่าง แต่​อย่าง​หนึ่ง​ที่​เหมือน​กัน​ก็​คือ​พลัง​นี้​เป็น​สิ่ง​ที่​มนุษย์​มอง​ไม่​เห็น พระ​เยซู​บอก​ที่ ยน 4:21 ว่า​จะ​มี​วัน​หนึ่ง​ที่​การ​นมัสการ​พระเจ้า​จะ​ไม่​ทำ​เฉพาะ​ที่​ใด​ที่​หนึ่ง เช่น บน​ภูเขา​เกริซิม​ใน​สะมาเรีย​หรือ​ที่​วิหาร​ใน​กรุง​เยรูซาเล็ม เนื่อง​จาก​พระเจ้า​เป็น​ผู้​ที่​มนุษย์​มอง​ไม่​เห็น​และ​จับ​ต้อง​ไม่​ได้ จึง​ไม่​จำเป็น​ต้อง​นมัสการ​พระองค์​เฉพาะ​ที่​วิหาร​หรือ​บน​ภูเขา ใน​ข้อ​คัมภีร์​อื่น​ ๆ ​พระ​เยซู​บอก​ว่า​เพื่อ​จะ​นมัสการ​พระเจ้า​อย่าง​ที่​พระองค์​ยอม​รับ คน​เรา​ต้อง​ได้​รับ​การ​ชี้​นำ​โดย​ทาง​พลัง​บริสุทธิ์​ที่​มอง​ไม่​เห็น ซึ่ง​เรียก​อีก​อย่าง​หนึ่ง​ว่า “ผู้​ช่วย” (ยน 14:16, 17; 16:13) ดัง​นั้น การ “นมัสการ​โดย​ให้​พลัง​ของ​พระเจ้า​ชี้​นำ” จะ​ช่วย​ให้​ผู้​นมัสการ​คิด​แบบ​เดียว​กับ​พระเจ้า และ​เขา​จะ​ทำ​อย่าง​นั้น​ได้​โดย​การ​อ่าน​และ​เอา​สิ่ง​ที่​เรียน​จาก​คัมภีร์​ไบเบิล​ไป​ใช้ ดัง​นั้น การ​นมัสการ​พระเจ้า​ที่​พระ​เยซู​พูด​ถึง​ใน​ข้อ​นี้​จึง​ไม่​ใช่​แค่​นมัสการ​อย่าง​จริง​ใจ​หรือ​กระตือรือร้น แต่​เป็น​การ​นมัสการ “โดย​ให้​พลัง​ของ​พระเจ้า​ชี้​นำ”

นมัสการ​อย่าง​ที่​สอดคล้อง​กับ​ความ​จริง: การ​นมัสการ​แบบ​ที่​พระเจ้า​ยอม​รับ​ไม่​ใช่​การ​นมัสการ​ที่​คิด​ขึ้น​เอง​หรือ​อาศัย​ตำนาน​หรือ​เรื่อง​โกหก แต่​การ​นมัสการ​แบบ​ที่​พระเจ้า​ยอม​รับ​ต้อง​สอดคล้อง​กับ “ความ​จริง” ที่​พระเจ้า​เปิด​เผย​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล​เกี่ยว​กับ​พระองค์​เอง​และ​ความ​ประสงค์​ของ​พระองค์ (ยน 17:17) และ​สอดคล้อง​กับ “สิ่ง​ที่ . . . มี​จริง” ซึ่ง​เขียน​ไว้​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล—ฮบ 9:24; 11:1; ดู​ข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​คำ​ว่า​นมัสการ​โดย​ให้​พลัง​ของ​พระเจ้า​ชี้​นำ​ใน​ข้อ​นี้​ด้วย

คริสต์: เป็น​ตำแหน่ง​ซึ่ง​มา​จาก​คำ​กรีก ฆะริสท็อส และ​มี​ความ​หมาย​เดียว​กับ​คำ​ว่า “เมสสิยาห์” (มา​จาก​คำ​ฮีบรู มาชีอัค) ทั้ง​สอง​คำ​แปล​ว่า “ผู้​ถูก​เจิม” ใน​สมัย​คัมภีร์​ไบเบิล​มี​การ​แต่ง​ตั้ง​ผู้​ปกครอง​หรือ​ผู้​นำ​โดย​การ​เจิม​ด้วย​น้ำมัน

ฉัน​รู้​ว่า​เมสสิยาห์ . . . กำลัง​จะ​มา: คน​สะมาเรีย​ยอม​รับ​เฉพาะ​หนังสือ 5 เล่ม​แรก​ที่​โมเสส​เขียน​ซึ่ง​ปัจจุบัน​เรียก​ว่า​เพนทาทุก และ​บาง​คน​อาจ​ยอม​รับ​หนังสือ​โยชูวา​ด้วย แต่​พวก​เขา​ไม่​ยอม​รับ​หนังสือ​ที่​เหลือ​ใน​พระ​คัมภีร์​ภาค​ภาษา​ฮีบรู เนื่อง​จาก​คน​สะมาเรีย​ยอม​รับ​ข้อ​เขียน​ของ​โมเสส พวก​เขา​จึง​รอ​คอย​การ​มา​ของ​เมสสิยาห์​ซึ่ง​เป็น​ผู้​พยากรณ์​ที่​ยิ่ง​ใหญ่​กว่า​โมเสส—ฉธบ 18:18, 19

เมสสิยาห์: คำ​กรีก เม็สซิอาส (ทับ​ศัพท์​มา​จาก​คำ​ฮีบรู มาชีอัค) มี​แค่ 2 ครั้ง​ใน​พระ​คัมภีร์​คริสเตียน​ภาค​ภาษา​กรีก (ใน​ข้อ​นี้​และ​ที่ ยน 1:41) ตำแหน่ง มาชีอัค มา​จาก​คำ​กริยา​ฮีบรู มาชัค ที่​แปล​ว่า “ทา​หรือ​ป้าย (ด้วย​ของ​เหลว)” และ “เจิม” (อพย 29:2, 7) ใน​สมัย​คัมภีร์​ไบเบิล มี​ธรรมเนียม​การ​เจิม​เพื่อ​แต่ง​ตั้ง​ปุโรหิต พวก​ผู้​นำ และ​ผู้​พยากรณ์​ด้วย​น้ำมัน (ลนต 4:3; 1​ซม 16:3, 12, 13; 1​พก 19:16) พระ​คัมภีร์​คริสเตียน​ภาค​ภาษา​กรีก​พูด​ถึง​ตำแหน่ง​พระ​คริสต์ (ภาษา​กรีก ฆะริสท็อส) มาก​กว่า 500 ครั้ง และ​ตำแหน่ง​นี้​ตรง​กับ​คำ​ฮีบรู “เมสสิยาห์” ซึ่ง​ทั้ง 2 คำ​แปล​ว่า “ผู้​ถูก​เจิม”—ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ มธ 1:1

คน​ที่​กำลัง​คุย​กับ​คุณ​อยู่​นี่​แหละ​คือ​ท่าน​ผู้​นั้น: นี่​เป็น​ครั้ง​แรก​ที่​พระ​เยซู​บอก​อย่าง​ชัดเจน​ว่า​ท่าน​เป็น​เมสสิยาห์​หรือ​พระ​คริสต์ ท่าน​บอก​เรื่อง​นี้​กับ​ผู้​หญิง​ที่​ไม่​ใช่​ชาว​ยิว​แต่​เป็น​คน​สะมาเรีย (ยน 4:9, 25) ชาว​ยิว​ส่วน​ใหญ่​ดูถูก​คน​สะมาเรีย​และ​ไม่​ยอม​ทักทาย ผู้​ชาย​ชาว​ยิว​หลาย​คน​ก็​ดูถูก​ผู้​หญิง หลัง​จาก​เหตุ​การณ์​นี้​พระ​เยซู​ก็​ให้​เกียรติ​ผู้​หญิง​คน​อื่น​ ๆ ​ใน​ทำนอง​เดียว​กัน​โดย​ให้​พวก​เขา​เป็น​คน​กลุ่ม​แรก​ที่​เห็น​ท่าน​ฟื้น​ขึ้น​จาก​ตาย—มธ 28:9, 10

คุย​กับ​ผู้​หญิง: คำ​สอน​สืบ​ปาก​ของ​ชาว​ยิว​ไม่​สนับสนุน​ให้​ผู้​ชาย​คุย​กับ​ผู้​หญิง​ใน​ที่​สาธารณะ ซึ่ง​นั่น​ไม่​สอดคล้อง​กับ​แนว​คิด​ใน​กฎหมาย​ของ​โมเสส ดู​เหมือน​ว่า​คำ​สอน​นี้​แพร่​หลาย​มาก​ใน​สมัย​พระ​เยซู จึง​เป็น​เหตุ​ผล​ที่​แม้​แต่​พวก​สาวก​ก็​ยัง “แปลก​ใจ” เมื่อ​เห็น​พระ​เยซู​คุย​กับ​ผู้​หญิง​ชาว​สะมาเรีย คัมภีร์​ทัลมุด​พูด​ถึง​คำ​สอน​เก่าแก่​ของ​รับบี​ที่​บอก​ว่า​คน​ที่​มี​ความ​รู้ “ต้อง​ไม่​คุย​กับ​ผู้​หญิง​บน​ถนน” และ​ใน​หนังสือ​มิชนาห์​ก็​มี​คำ​พูด​ของ​รับบี​คน​หนึ่ง​ที่​บอก​ว่า “อย่า​คุย​อะไร​มาก​กับ​พวก​ผู้​หญิง . . . คน​ที่​คุย​กับ​ผู้​หญิง​มาก​ก็​เอา​สิ่ง​ชั่ว​ร้าย​เข้า​ตัว​และ​ละเลย​การ​ศึกษา​ค้นคว้า​กฎหมาย​ของ​พระเจ้า และใน​ที่​สุด​พวก​เขา​จะ​ไป​อยู่​ใน​เกเฮนนา”—อะโบท 1:5

อีก 4 เดือน​จะ​ถึง​ฤดู​เกี่ยว​ข้าว: ฤดู​เกี่ยว​ข้าว​บาร์เลย์​เริ่ม​ใน​เดือน​นิสาน​ของ​ชาว​ยิว (มีนาคม/เมษายน) ซึ่ง​เป็น​ช่วง​เดียว​กับ​เทศกาล​ปัสกา (ดู​ภาค​ผนวก ข​15) ถ้า​นับ​ย้อน​ไป 4 เดือน​ก็​แสดง​ว่า​พระ​เยซู​พูด​ประโยค​นี้​ใน​เดือน​คิสเลฟ (พฤศจิกายน/ธันวาคม) ซึ่ง​เป็น​ตอน​ที่​ฝน​เริ่ม​ตก​หนัก​และ​กำลัง​จะ​เข้า​ฤดู​หนาว ดัง​นั้น คำ​พูด​ของ​พระ​เยซู​ที่​บอก​ว่า​พร้อม​จะ​เกี่ยว​ได้​แล้ว​น่า​จะ​มี​ความ​หมาย​เป็น​นัย คือ​หมาย​ถึง​การ​รวบ​รวม​ผู้​คน—ยน 4:36

เหลือง: แปล​ตรง​ตัว​ว่า “ขาว” คำ​กรีก ลือคอส หมาย​ถึง​สี​ขาว​หรือ​สี​โทน​อ่อน เช่น สี​เหลือง​อ่อน ซึ่ง​เป็น​สี​ของ​ข้าว​สุก​พร้อม​เกี่ยว เนื่อง​จาก​คำ​พูด​ของ​พระ​เยซู​ใน​ข้อ​นี้​บอก​ว่า “อีก 4 เดือน​จะ​ถึง​ฤดู​เกี่ยว​ข้าว” เลย​ทำ​ให้​รู้​ว่า​ทุ่ง​นา​ที่​อยู่​รอบ​ ๆ ​พระ​เยซู​คง​เป็น​สี​เขียว​ของ​ข้าว​ที่​เพิ่ง​ออก​รวง​ใหม่​ ๆ ดัง​นั้น ตอน​ที่​พระ​เยซู​พูด​ถึง​ทุ่ง​นา​ที่​พร้อม​จะ​เกี่ยว ท่าน​ต้อง​หมาย​ถึง​การ​เกี่ยว​ใน​ความ​หมาย​เป็น​นัย ไม่​ใช่​การ​เกี่ยว​ข้าว​จริง​ ๆ ผู้​เชี่ยวชาญ​บาง​คน​บอก​ว่า​ตอน​ที่​พระ​เยซู​บอก​ให้​พวก​สาวก​มอง​ดู​ทุ่ง​นา ท่าน​อาจ​หมาย​ถึง​คน​สะมาเรีย​กลุ่ม​ใหญ่​ที่​กำลัง​เดิน​เข้า​มา​หา​ท่าน และ​ที่​พระ​เยซู​บอก​ว่า​ทุ่ง​นา “ขาว” ท่าน​อาจ​หมาย​ถึง​สี​ของ​ชุด​ที่​พวก​เขา​ใส่ หรือ​อาจ​หมาย​ถึง​การ​ที่​พวก​เขา​พร้อม​จะ​ฟัง​ข่าวสาร​ของ​ท่าน​เหมือน​ข้าว​ที่​สุก​พร้อม​เกี่ยว—ยน 4:28-30

คน​สะมาเรีย​หลาย​คน . . . เชื่อ​ใน​พระ​เยซู: เห็น​ได้​ชัด​ว่า​การ​ที่​พระ​เยซู​พูด​กับ​ผู้​หญิง​ชาว​สะมาเรีย​เกิด​ผล​ดี​มาก เพราะ​หลัง​จาก​นั้น​เธอ​ก็​ไป​เล่า​ให้​คน​อื่น​ ๆ ​ฟัง ทำ​ให้​มี​คน​สะมาเรีย​หลาย​คน​เริ่ม​เชื่อ​ใน​พระ​เยซู ถึง​แม้​ว่า​ใน​ตอน​แรก​พระ​เยซู​จะ​เน้น​การ​เก็บ​เกี่ยว​หรือ​รวบ​รวม​ชาว​ยิว​เป็น​หลัก แต่​บันทึก​ใน​พระ​คัมภีร์​บอก​ว่า​ไม่​นาน​หลัง​จาก​นั้น​ก็​มี​การ​รวบ​รวม​ชาว​สะมาเรีย​ด้วย เห็น​ได้​ชัด​ว่า​การ​ประกาศ​ของ​พระ​เยซู​กับ​ผู้​หญิง​ชาว​สะมาเรีย​เป็น​การ​เตรียม​ชาว​สะมาเรีย​ให้​พร้อม​ที่​จะ​ตอบรับ​การ​ประกาศ​ของ​ฟีลิป—ยน 4:34-36; กจ 1:8; 8:1, 14-17

ลูก​แกะ​ของ​พระเจ้า: หลัง​จาก​พระ​เยซู​รับ​บัพติศมา​และ​ถูก​มาร​ซาตาน​ล่อ​ใจ​แล้ว ยอห์น​ผู้​ให้​บัพติศมา​แนะ​นำ​ให้​ทุก​คน​รู้​ว่า​ท่าน​เป็น “ลูก​แกะ​ของ​พระเจ้า” นอก​จาก​ข้อ​นี้​และ ยน 1:36 ก็​ไม่​มี​ที่​อื่น​ที่​เรียก​พระ​เยซู​อย่าง​นี้ (ดูภาค​ผนวก ก​7) การ​เปรียบ​พระ​เยซู​เป็น​ลูก​แกะ​ถือ​ว่า​เหมาะ​สม เพราะ​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล​ตลอด​ทั้ง​เล่ม แกะ​ถูก​ใช้​เป็น​เครื่อง​บูชา​ที่​แสดง​ว่า​คน​ถวาย​สำนึก​ว่า​เขา​มี​บาป​และ​ต้องการ​มี​ความ​สัมพันธ์​ที่​ดี​กับ​พระเจ้า ซึ่ง​เป็น​ภาพ​ล่วง​หน้า​ถึง​เครื่อง​บูชา​ที่​พระ​เยซู​ถวาย​โดย​สละ​ชีวิต​มนุษย์​สมบูรณ์​แบบ​ของ​ท่าน​เพื่อ​มนุษย์​ทุก​คน คำ​ว่า “ลูก​แกะ​ของ​พระเจ้า” อาจ​ทำ​ให้​นึก​ถึง​บันทึก​หลาย​ตอน​ใน​พระ​คัมภีร์​ที่​ได้​รับ​การ​ดล​ใจ เนื่อง​จาก​ยอห์น​คุ้น​เคย​กับ​พระ​คัมภีร์​ภาค​ภาษา​ฮีบรู​เป็น​อย่าง​ดี เมื่อ​เขา​พูด​ถึง​ลูก​แกะ​ของ​พระเจ้า เขา​อาจ​นึก​ถึง​หลาย​เหตุ​การณ์ เช่น แกะ​ตัว​ผู้​ที่​อับราฮัม​ถวาย​เป็น​เครื่อง​บูชา​แทน​อิสอัค​ลูก​ชาย​ของ​เขา (ปฐก 22:13) หรือ​ลูก​แกะ​ปัสกา​ที่​ถูก​ฆ่า​ใน​อียิปต์​เพื่อ​ช่วย​ชาว​อิสราเอล​ให้​พ้น​จาก​การ​เป็น​ทาส (อพย 12:1-13) หรือ​ลูก​แกะ​ตัว​ผู้​ที่​ถูก​ถวาย​บน​แท่น​บูชา​ของ​พระเจ้า​ใน​กรุง​เยรูซาเล็ม​ทั้ง​ตอน​เช้า​และ​ตอน​เย็น​ของ​ทุก​วัน (อพย 29:38-42) นอก​จาก​นั้น ยอห์น​อาจ​จะ​คิด​ถึง​คำ​พยากรณ์​ของ​อิสยาห์​ที่​ว่า คน​ที่​พระ​ยะโฮวา​เรียก​ว่า “ผู้​รับใช้​ของ​เรา” จะ “ถูก​พา​ไป​เหมือน​แกะ​ที่​ถูก​พา​ไป​ฆ่า” (อสย 52:13; 53:5, 7, 11) และ​ตอน​ที่​อัครสาวก​เปาโล​เขียน​จดหมาย​ฉบับ​แรก​ไป​หา​พี่​น้อง​ใน​เมือง​โครินธ์ เขา​เรียก​พระ​เยซู​ว่า “ลูก​แกะ​ปัสกา​ของ​เรา” (1​คร 5:7) อัครสาวก​เปโตร​ก็​พูด​ถึง “เลือด​ที่​มี​ค่า​มาก​ของ​พระ​คริสต์​ซึ่ง​เป็น​เหมือน​เลือด​ของ​ลูก​แกะ​ที่​ไม่​มี​ตำหนิ​และ​ด่าง​พร้อย” (1​ปต 1:19) นอก​จาก​นั้น มี​มาก​กว่า 25 ครั้ง​ใน​หนังสือ​วิวรณ์​ที่​เรียก​พระ​เยซู​หลัง​จาก​ท่าน​กลับ​ไป​สวรรค์​ว่า “ลูก​แกะ​ของ​พระเจ้า”—ตัว​อย่าง​อื่น​ ๆ ​อยู่​ที่ วว 5:8; 6:1; 7:9; 12:11; 13:8; 14:1; 15:3; 17:14; 19:7; 21:9; 22:1

โลก: คำ​กรีก คอสม็อส ที่​ใช้​ใน​วรรณกรรม​กรีก​ทั่ว​ไป​รวม​ทั้ง​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล​มัก​เกี่ยว​ข้อง​กับ​มนุษย์ ใน​ท้อง​เรื่อง​นี้​และ​ที่ ยน 3:16 คำ​ว่า คอสม็อส หมาย​ถึง​มนุษย์​ทุก​คน​ใน​โลก​ซึ่ง​ใน​ข้อ​นี้​บอก​ว่า​เป็น​คน​บาป​เพราะ​ได้​รับ​บาป​มา​จาก​อาดัม

ตัดสิน​ลง​โทษ: หรือ “พิพากษา” พระ​ยะโฮวา​ไม่​ได้​ส่ง​ลูก​ของ​พระองค์​มา​พิพากษา​หรือ​ตัดสิน​ลง​โทษ​มนุษย์​บน​โลก แต่​เพราะ​พระองค์​รัก​มนุษย์ พระองค์​จึง​ส่ง​พระ​เยซู​ลง​มา​ช่วย​ผู้​คน​ที่​แสดง​ความ​เชื่อ​ให้​รอด—ยน 3:16; 2ปต 3:9

ผู้​ช่วย​โลก​ให้​รอด: สำนวน​นี้​มี​อยู่​เฉพาะ​ใน​ข้อ​นี้​และ​ที่ 1​ยน 4:14 ซึ่ง​เป็น​สำนวน​ที่​บอก​ให้​รู้​ว่า​พระ​เยซู​จะ​ช่วย​คน​ใน “โลก” ที่​แสดง​ความ​เชื่อ​ให้​รอด​จาก​บาป—ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ ยน 1:29; 3:17

ถิ่น​ของ​ตัว​เอง: แปล​ตรง​ตัว​ว่า “บ้าน​ของ​พ่อ​ตัว​เอง” คำ​กรีก​ที่​แปล​ว่า “ถิ่น” ใน​ข้อ​นี้ ใน มธ 13:54 และ มก 6:1 แปล​ว่า “บ้าน​เดิม” ซึ่ง​หมาย​ถึง​เมือง​นาซาเร็ธ​บ้าน​เกิด​ของ​พระ​เยซู อย่าง​ไร​ก็​ตาม ใน​ท้อง​เรื่อง​นี้​ดู​เหมือน​คำ​นี้​หมาย​ถึง​แคว้น​กาลิลี​ทั้ง​หมด—ยน 4:43

คานา: อาจ​มา​จาก​คำ​ฮีบรู คาเนห์ ที่​แปล​ว่า “ต้น​อ้อ” ดัง​นั้น ชื่อ​เมือง​นี้​น่า​จะ​หมาย​ถึง “ที่​ที่​มี​ต้น​อ้อ” มี​เฉพาะ​ยอห์น​เท่า​นั้น​ที่​พูด​ถึง​เมือง​นี้ และ​เรียก​เมือง​นี้​ว่า​เมือง​คานา​ใน​แคว้น​กาลิลี (ยน 2:11; 4:46; 21:2) ที่​เรียก​แบบ​นี้​อาจ​เป็น​เพราะ​เขา​อยาก​ให้​เห็น​ว่า​เมือง​นี้​เป็น​คน​ละ​เมือง​กับ​เมือง​คานาห์ (คำ​ฮีบรู คานาห์) ที่​ตั้ง​อยู่​ใน​เขต​แดน​ของ​ตระกูล​อาเชอร์ (ยชว 19:24, 28) ผู้​เชี่ยวชาญ​หลาย​คน​เชื่อ​ว่า​ที่​ตั้ง​ของ​เมือง​คานา​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล​คือ​เมือง​กีร์เบต คานา​ใน​ปัจจุบัน​ซึ่ง​อยู่​ห่าง​จาก​เมือง​นาซาเร็ธ​ไป​ทาง​เหนือ​ประมาณ 13 กม. ใน​เมือง​กีร์เบต คานา​มี​เนิน​เขา​ลูก​หนึ่ง​อยู่​ทาง​เหนือ​สุด​ของ​หุบเขา​เบท เนโทฟา (ที่​ราบเอลบัททุฟ) และ​บน​เนิน​เขา​นี้​มี​ซาก​หมู่​บ้าน​โบราณ​อยู่ ทุก​วัน​นี้​ยัง​มี​การ​เรียก​บริเวณ​นั้น​ใน​ภาษา​อาหรับ​ว่า คานา เอล​เจล​ลิล ซึ่ง​มี​ความ​หมาย​ว่า​เมือง​คานา​ใน​แคว้น​กาลิลี และ​ใกล้​ ๆ ​บริเวณ​นั้น​ก็​เป็น​ที่​ลุ่ม​ชื้น​แฉะ​ที่​มี​ต้น​อ้อ​อยู่​เยอะ ทำ​ให้​เหมาะ​ที่​จะ​เรียก​เมือง​นั้น​ว่า​เมือง​คานา ที่​นั่น​ยัง​มี​ซาก​ของ​บ่อ​เก็บ​น้ำ​ใต้​ดิน​และ​ซาก​ปรัก​หัก​พัง​ที่​เชื่อ​กัน​ว่า​เคย​เป็น​ที่​ประชุม​ของ​ชาว​ยิว (สร้าง​ขึ้น​ใน​ปลาย​ศตวรรษ​ที่ 1 หรือ​ศตวรรษ​ที่ 2) นอก​จาก​นั้น ยัง​มี​การ​พบ​เศษ​ภาชนะ​ดิน​เหนียว​และ​เหรียญ​ที่​เชื่อ​กัน​ว่า​ทำ​ขึ้น​ใน​ศตวรรษ​ที่ 1 ด้วย แต่​คำ​สอน​ของ​คริสตจักร​บอก​ว่า​เมือง​คานา​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล​คือ​เมือง​คาฟ​ร์ คาน​นา ที่​อยู่​ห่าง​จาก​เมือง​นาซาเร็ธ​ไป​ทาง​ตะวัน​ออก​เฉียง​เหนือ 6.5 กม. พวก​เขา​อาจ​เชื่อ​อย่าง​นี้​เพราะ​เมือง​นี้​ตั้ง​อยู่​ใน​ที่​ที่​พวก​นัก​แสวง​บุญ​จาก​นาซาเร็ธ​สามารถ​เดิน​ทาง​ไป​ได้​ง่าย แต่​ชื่อ​ของ​เมือง​นี้​ไม่​ได้​มี​ความ​หมาย​เกี่ยว​ข้อง​กับ​เมือง​คานา​ใน​แคว้น​กาลิลี​ที่​พูด​ถึง​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล

กษัตริย์: เฮโรด​อันทีพาส​มี​ตำแหน่ง​โรมัน​อย่าง​เป็น​ทาง​การ​ว่า “ผู้​ปกครอง​แคว้น” อย่าง​ที่​เห็น​ได้​จากข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ มธ 14:1 แต่​คน​ส่วน​ใหญ่​มัก​เรียก​เขา​ว่า “กษัตริย์”

กษัตริย์​เฮโรด: คือ​เฮโรด​อันทีพาส​ลูก​ของ​เฮโรด​มหาราช (ดู​ส่วน​อธิบาย​ศัพท์​คำ​ว่า “เฮโรด”) มัทธิว​และ​ลูกา​เรียก​อันทีพาส​ด้วย​ตำแหน่ง​โรมัน​อย่าง​เป็น​ทาง​การ​ว่า “ผู้​ปกครอง​แคว้น” (ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ มธ 14:1; ลก 3:1) เฮโรด​อันทีพาส​เป็น​ผู้​ปกครอง​แคว้น​กาลิลี​และ​พีเรีย แต่​คน​ส่วน​ใหญ่​มัก​เรียก​เขา​ว่า “กษัตริย์” มัทธิว​ก็​เคย​เรียก​เขา​แบบ​นี้​ครั้ง​หนึ่ง (มธ 14:9) แต่​มาระโก​เรียก​เฮโรด​ว่า​กษัตริย์​ตลอด​บันทึก​ของ​เขา—มก 6:22, 25-27

เมือง​คานา​ใน​แคว้น​กาลิลี . . . เมือง​คาเปอร์นาอุม: การ​เดิน​ทาง​จาก​เมือง​คานา (เมือง​กีร์เบต คานา) ไป​เมือง​คาเปอร์นาอุม​โดย​ใช้​ถนน​มี​ระยะ​ทาง​ประมาณ 40 กม.—ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ ยน 2:1

ข้าราชการ: หรือ “คน​รับใช้​ของ​กษัตริย์” คำ​กรีก บาซิลิคอส หมาย​ถึง​คน​ที่​เกี่ยว​ข้อง​กับ​กษัตริย์ (บาซิเลือส) อาจ​เป็น​ความ​เกี่ยว​ข้อง​ทาง​สาย​เลือด​หรือ​เป็น​คน​ที่​ทำ​งาน​ให้​กษัตริย์ แต่​ใน​ข้อ​นี้​ดู​เหมือน​หมาย​ถึง​คน​ที่​คอย​รับใช้​กษัตริย์ หรือ​คน​ที่​ทำ​งาน​ใน​วัง​ของ​เฮโรด​อันทีพาส​ผู้​ปกครอง​แคว้น​กาลิลี​ที่​คน​ส่วน​ใหญ่​มัก​เรียก​เขา​ว่า “กษัตริย์”—ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ มธ 14:9; มก 6:14

คานา: อาจ​มา​จาก​คำ​ฮีบรู คาเนห์ ที่​แปล​ว่า “ต้น​อ้อ” ดัง​นั้น ชื่อ​เมือง​นี้​น่า​จะ​หมาย​ถึง “ที่​ที่​มี​ต้น​อ้อ” มี​เฉพาะ​ยอห์น​เท่า​นั้น​ที่​พูด​ถึง​เมือง​นี้ และ​เรียก​เมือง​นี้​ว่า​เมือง​คานา​ใน​แคว้น​กาลิลี (ยน 2:11; 4:46; 21:2) ที่​เรียก​แบบ​นี้​อาจ​เป็น​เพราะ​เขา​อยาก​ให้​เห็น​ว่า​เมือง​นี้​เป็น​คน​ละ​เมือง​กับ​เมือง​คานาห์ (คำ​ฮีบรู คานาห์) ที่​ตั้ง​อยู่​ใน​เขต​แดน​ของ​ตระกูล​อาเชอร์ (ยชว 19:24, 28) ผู้​เชี่ยวชาญ​หลาย​คน​เชื่อ​ว่า​ที่​ตั้ง​ของ​เมือง​คานา​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล​คือ​เมือง​กีร์เบต คานา​ใน​ปัจจุบัน​ซึ่ง​อยู่​ห่าง​จาก​เมือง​นาซาเร็ธ​ไป​ทาง​เหนือ​ประมาณ 13 กม. ใน​เมือง​กีร์เบต คานา​มี​เนิน​เขา​ลูก​หนึ่ง​อยู่​ทาง​เหนือ​สุด​ของ​หุบเขา​เบท เนโทฟา (ที่​ราบเอลบัททุฟ) และ​บน​เนิน​เขา​นี้​มี​ซาก​หมู่​บ้าน​โบราณ​อยู่ ทุก​วัน​นี้​ยัง​มี​การ​เรียก​บริเวณ​นั้น​ใน​ภาษา​อาหรับ​ว่า คานา เอล​เจล​ลิล ซึ่ง​มี​ความ​หมาย​ว่า​เมือง​คานา​ใน​แคว้น​กาลิลี และ​ใกล้​ ๆ ​บริเวณ​นั้น​ก็​เป็น​ที่​ลุ่ม​ชื้น​แฉะ​ที่​มี​ต้น​อ้อ​อยู่​เยอะ ทำ​ให้​เหมาะ​ที่​จะ​เรียก​เมือง​นั้น​ว่า​เมือง​คานา ที่​นั่น​ยัง​มี​ซาก​ของ​บ่อ​เก็บ​น้ำ​ใต้​ดิน​และ​ซาก​ปรัก​หัก​พัง​ที่​เชื่อ​กัน​ว่า​เคย​เป็น​ที่​ประชุม​ของ​ชาว​ยิว (สร้าง​ขึ้น​ใน​ปลาย​ศตวรรษ​ที่ 1 หรือ​ศตวรรษ​ที่ 2) นอก​จาก​นั้น ยัง​มี​การ​พบ​เศษ​ภาชนะ​ดิน​เหนียว​และ​เหรียญ​ที่​เชื่อ​กัน​ว่า​ทำ​ขึ้น​ใน​ศตวรรษ​ที่ 1 ด้วย แต่​คำ​สอน​ของ​คริสตจักร​บอก​ว่า​เมือง​คานา​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล​คือ​เมือง​คาฟ​ร์ คาน​นา ที่​อยู่​ห่าง​จาก​เมือง​นาซาเร็ธ​ไป​ทาง​ตะวัน​ออก​เฉียง​เหนือ 6.5 กม. พวก​เขา​อาจ​เชื่อ​อย่าง​นี้​เพราะ​เมือง​นี้​ตั้ง​อยู่​ใน​ที่​ที่​พวก​นัก​แสวง​บุญ​จาก​นาซาเร็ธ​สามารถ​เดิน​ทาง​ไป​ได้​ง่าย แต่​ชื่อ​ของ​เมือง​นี้​ไม่​ได้​มี​ความ​หมาย​เกี่ยว​ข้อง​กับ​เมือง​คานา​ใน​แคว้น​กาลิลี​ที่​พูด​ถึง​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล

มา​ที่: แปล​ตรง​ตัว​ว่า “ลง​มา​ที่” คือ​ลง​มา​ที่​คาเปอร์นาอุม ใน​สมัย​โบราณ​มี​ถนน​ที่​ผ่าน​เมือง​กีร์เบต คานา (น่า​จะ​เป็น​เมือง​เดียว​กับ​เมือง​คานา​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล; ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่ ยน 2:1) เพื่อ​ลง​ไป​ที่​ชายฝั่ง​ทะเลสาบ​กาลิลี และ​ถนน​นี้​ก็​เลียบ​ชายฝั่ง​ไป​จน​ถึง​เมือง​คาเปอร์นาอุม​ซึ่ง​อยู่​ต่ำ​กว่า​ระดับ​น้ำ​ทะเล​มาก​กว่า 200 เมตร ใน​ต้น​ฉบับ​จึง​มี​การ​ใช้​คำ​ว่า “ลง​มา​ที่” คาเปอร์นาอุม

ราว​ ๆ 9 โมง​เช้า: แปล​ตรง​ตัว​ว่า “ชั่วโมง​ที่ 3” ใน​สมัย​ศตวรรษ​แรก ชาว​ยิว​นับ​ช่วง​กลางวัน​ยาว 12 ชั่วโมง​เริ่ม​ตั้ง​แต่​ดวง​อาทิตย์​ขึ้น​ตอน​ประมาณ 6 โมง​เช้า (ยน 11:9) ดัง​นั้น ชั่วโมง​ที่ 3 จึง​หมาย​ถึง​ประมาณ 9 โมง​เช้า ชั่วโมง​ที่ 6 หมาย​ถึง​ประมาณ​เที่ยง และ​ชั่วโมง​ที่ 9 หมาย​ถึง​ประมาณ​บ่าย 3 โมง เนื่อง​จาก​ผู้​คน​สมัย​นั้น​ไม่​มี​เครื่อง​บอก​เวลา​ที่​แน่นอน บันทึก​ใน​พระ​คัมภีร์​จึง​มัก​บอก​เวลา​แบบ​ประมาณ—ยน 1:39; 4:6; 19:14; กจ 10:3, 9

บ่าย​โมง: แปล​ตรง​ตัว​ว่า “ชั่วโมง​ที่ 7”—ดูข้อมูล​สำหรับ​ศึกษา​ที่​มธ 20:3

การ​อัศจรรย์​ครั้ง​ที่​สอง: พระ​เยซู​ทำ​การ​อัศจรรย์​ใน​แคว้น​กาลิลี​แค่ 2 ครั้ง และ​ที่​พูด​ถึง​ใน​ข้อ​นี้​เป็น​ครั้ง​ที่ 2 ซึ่ง​ท่าน​ทำ​หลัง​กลับ​จาก​แคว้น​ยูเดีย การ​อัศจรรย์​ครั้ง​แรก​มี​บันทึก​ไว้​ที่ ยน 2:11 พระ​เยซู​ทำ​การ​อัศจรรย์​อื่น​ ๆ ​อีก​ใน​เยรูซาเล็ม​ก่อน​ที่​ท่าน​จะ​ทำ​การ​อัศจรรย์​ครั้ง​ที่ 2 นี้​ใน​แคว้น​กาลิลี—ยน 2:23

วีดีโอและรูปภาพ

ภูเขา​เกริซิม
ภูเขา​เกริซิม

วีดีโอ​นี้​แสดง​ให้​เห็น​ภูเขา​เกริซิม (หมาย​เลข 1) อยู่​ใกล้​บริเวณ​ที่​เคย​เป็น​บ่อ​น้ำ​ของ​ยาโคบ (หมาย​เลข 2) ซึ่ง​เป็น​ที่​ที่​พระ​เยซู​คุย​กับ​ผู้​หญิง​ชาว​สะมาเรีย (ยน 4:6, 7) และ​ภูเขา​เอบาล (หมาย​เลข 3) ภูเขา​เกริซิม​ตั้ง​อยู่​ใจ​กลาง​แคว้น​สะมาเรีย มี​ยอด​สูง​กว่า 850 เมตร​เหนือ​ทะเล​เมดิเตอร์เรเนียน ปัจจุบัน​ระหว่าง​ภูเขา​เกริซิม​กับ​ภูเขา​เอบาล​คือ​หุบเขา​เชเคม​อัน​อุดม​สมบูรณ์​ซึ่ง​เป็น​ที่​ตั้ง​ของ​เมือง​นาบลุส วิหาร​ของ​ชาว​สะมาเรีย​เคย​ถูก​สร้าง​บน​ภูเขา​เกริซิม​ซึ่ง​อาจ​เป็น​ช่วง​ศตวรรษ​ที่ 4 ก่อน ค.ศ. แต่​ถูก​ทำลาย​ใน​ปี 128 ก่อน ค.ศ. ผู้​หญิง​ชาว​สะมาเรีย​อาจ​นึก​ถึง​ภูเขา​เกริซิม​ตอน​บอก​พระ​เยซู​ว่า “ปู่​ย่า​ตา​ยาย​ของ​เรา​นมัสการ​พระเจ้า​บน​ภูเขา​นี้ แต่​พวก​คุณ​ที่​เป็น​คน​ยิว​บอก​ว่า​จะ​ต้อง​ไป​นมัสการ​ที่​กรุง​เยรูซาเล็ม​เท่า​นั้น” เพื่อ​ให้​เธอ​เห็น​ว่า​การ​นมัสการ​แท้​จะ​ไม่​ทำ​เฉพาะ​ที่​ใด​ที่​หนึ่ง พระ​เยซู​จึง​บอก​เธอ​ว่า “ใกล้​จะ​ถึง​เวลา​แล้ว​ที่​คุณ​จะ​ไม่​นมัสการ​พระเจ้า​บน​ภูเขา​นี้​หรือ​ที่​กรุง​เยรูซาเล็ม”—ยน 4:20, 21

คน​เกี่ยว
คน​เกี่ยว

ใน​สมัย​คัมภีร์​ไบเบิล บาง​ครั้ง​คน​ที่​เกี่ยว​ข้าว​ก็​แค่​ดึง​ต้น​ข้าว​ออก​จาก​ดิน แต่​ส่วน​ใหญ่​แล้ว​พวก​เขา​จะ​ใช้​เคียว​เกี่ยว​ข้าว (ฉธบ 16:9; มก 4:29) การ​เกี่ยว​ข้าว​เป็น​งาน​ที่​ทำ​ด้วย​กัน​หลาย ๆ คน คน​เกี่ยว​จะ​ช่วย​กัน​เกี่ยว​ข้าว​ที่​สุก​แล้ว​ใน​ทุ่ง​นา (นรธ 2:3; 2พก 4:18) ผู้​เขียน​คัมภีร์​ไบเบิล​หลาย​คน เช่น กษัตริย์​โซโลมอน ผู้​พยากรณ์​โฮเชยา และ​อัครสาวก​เปาโล​ใช้​ตัว​อย่าง​การ​เกี่ยว​ข้าว​เพื่อ​สอน​ความ​จริง​ที่​สำคัญ​บาง​อย่าง (สภษ 22:8; ฮชย 8:7; กท 6:7-9) พระ​เยซู​ก็​ใช้​อาชีพ​ที่​ชาว​ยิว​คุ้น​เคย​นี้​เป็น​ตัว​อย่าง​เปรียบ​เทียบ​ถึง​บทบาท​ของ​ทูตสวรรค์​และ​สาวก​ของ​ท่าน​ใน​การ​สอน​คน​ให้​เป็น​สาวก—มธ 13:24-30, 39; ยน 4:35-38