ข้ามไปยังเนื้อหา

ข้ามไปยังสารบัญ

 บท 19

“พระปัญญาของพระเจ้าในความลับอันศักดิ์สิทธิ์”

“พระปัญญาของพระเจ้าในความลับอันศักดิ์สิทธิ์”

1, 2. “ความลับอันศักดิ์สิทธิ์” อะไรที่เราควรสนใจ และเพราะเหตุใด?

ความลับ! เนื่องจากเป็นเรื่องที่ชวนให้อยากรู้อยากเห็นและดึงดูดใจ จึงมักเป็นเรื่องยากที่คนเราจะเก็บความลับไว้. อย่างไรก็ตาม คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า “สง่าของพระเจ้าอยู่ที่การซ่อนเร้นสิ่งลับลึก.” (สุภาษิต 25:2) ถูกแล้ว ในฐานะผู้ปกครองและพระผู้สร้างองค์บรมมหิศร พระยะโฮวาทรงมีสิทธิ์ที่จะเก็บบางเรื่องไว้เป็นความลับจนกว่าจะถึงเวลากำหนดของพระองค์ที่จะเปิดเผยเรื่องนั้นแก่มนุษยชาติ.

2 อย่างไรก็ดี มีความลับที่ดึงดูดใจและชวนให้อยากรู้อยากเห็นซึ่งพระยะโฮวาได้เปิดเผยไว้ในพระคำของพระองค์. ความลับนั้นถูกเรียกว่า “ความลับอันศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับพระทัยประสงค์ของ [พระเจ้า].” (เอเฟโซ 1:9, ล.ม.) การเรียนรู้เกี่ยวกับความลับนั้นจะไม่เพียงแค่สนองความอยากรู้อยากเห็นของคุณเท่านั้น. ความรู้เกี่ยวกับความลับนี้จะนำไปสู่ความรอดและทำให้คุณเข้าใจดีขึ้นในสติปัญญาของพระยะโฮวาที่สุดจะหยั่งถึง.

ได้รับการเปิดเผยเป็นขั้น ๆ

3, 4. คำพยากรณ์ที่บันทึกไว้ในเยเนซิศ 3:15 ให้ความหวังอย่างไร และคำพยากรณ์นั้นครอบคลุมข้อลึกลับ หรือ “ความลับอันศักดิ์สิทธิ์” อะไร?

3 เมื่ออาดามและฮาวาได้ทำบาป พระประสงค์ของพระยะโฮวาที่จะให้มนุษย์สมบูรณ์อาศัยอยู่ในอุทยานบนแผ่นดินโลกนั้นอาจดูเหมือนว่าถูกขัดขวาง. แต่พระเจ้าทรงเอาใจใส่ปัญหานั้นทันที. พระองค์ตรัสว่า “เราจะให้เจ้า [งู] กับหญิงและพงศ์พันธุ์ของเจ้ากับพงศ์พันธุ์ของนางเป็นศัตรูกัน. เขาจะบดขยี้หัวของเจ้าและเจ้าจะบดขยี้ส้นเท้าของเขา.”—เยเนซิศ 3:15, ล.ม.

4 ถ้อยคำเหล่านี้เป็นปริศนา. ใครคือหญิงคนนี้? ใครคืองู? ใครคือ “พงศ์พันธุ์” ซึ่งจะบดขยี้หัวงู? อาดามและฮาวาคงได้แต่เดาเท่านั้น. อย่างไรก็ดี คำตรัสของพระเจ้าให้ความหวังแก่ลูกหลานที่ซื่อสัตย์คนใดก็ตามของคู่สามีภรรยาที่ไม่ซื่อ สัตย์นั้น. ความชอบธรรมจะมีชัย. พระประสงค์ของพระยะโฮวาจะสำเร็จเป็นจริง. แต่โดยวิธีใด? นั่นยังเป็นความลับอยู่! คัมภีร์ไบเบิลเรียกความลับนี้ว่า “พระปัญญาของพระเจ้าในความลับอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระปัญญาที่ซ่อนอยู่.”—1 โกรินโธ 2:7, ล.ม.

5. จงยกตัวอย่างเพื่อแสดงเหตุผลว่าเหตุใดพระยะโฮวาทรงเปิดเผยความลับของพระองค์ทีละขั้น.

5 ในฐานะ “ผู้เปิดเผยความลับ” ในที่สุดพระยะโฮวาจะทรงเปิดเผยรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิธีที่ความลับนี้จะบรรลุผลสำเร็จ. (ดานิเอล 2:28, ล.ม.) แต่พระองค์จะทำเช่นนั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทีละขั้น. เพื่อเป็นตัวอย่าง เราอาจคิดถึงวิธีที่บิดาซึ่งเปี่ยมด้วยความรักตอบเมื่อลูกน้อยของเขาถามว่า “พ่อครับ ผมเกิดมาจากไหน?” บิดาที่ฉลาดให้เพียงข้อมูลเท่าที่เด็กน้อยจะเข้าใจได้. เมื่อเด็กโตขึ้น บิดาก็จะบอกเขามากขึ้น. ในวิธีคล้ายกัน พระยะโฮวาทรงตัดสินว่าเมื่อไรที่ไพร่พลของพระองค์พร้อมที่จะรับฟังการเปิดเผยพระทัยประสงค์ของพระองค์.—สุภาษิต 4:18; ดานิเอล 12:4.

6. (ก) มีการใช้สัญญาไมตรีหรือข้อตกลงเพื่อจุดมุ่งหมายอะไร? (ข) ทำไมเป็นเรื่องน่าทึ่งที่พระยะโฮวาทรงริเริ่มทำสัญญาไมตรีกับมนุษย์?

6 พระยะโฮวาทรงเปิดเผยเรื่องดังกล่าวโดยวิธีใด? พระองค์ทรงใช้สัญญาไมตรี หรือข้อตกลงที่มีต่อเนื่องกันเพื่อเปิดเผยรายละเอียดมากมาย. ไม่คราวใดก็คราวหนึ่ง คุณคงเคยเซ็นชื่อในสัญญา บางทีอาจเพื่อซื้อบ้านหรือกู้ยืมเงิน. สัญญาดังกล่าวให้การรับประกันตามกฎหมายว่าจะมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขซึ่งได้ตกลงกันไว้. แต่ทำไมพระยะโฮวาจะต้องทำสัญญาไมตรี หรือข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับมนุษย์ล่ะ? แน่นอน คำตรัสของพระองค์ก็เป็นการรับประกันเพียงพออยู่แล้วสำหรับคำสัญญาของพระองค์. นั่นเป็นความจริง และถึงกระนั้น ในหลายโอกาส ด้วยความกรุณาพระเจ้าได้ทรงรับรองคำตรัสของพระองค์ด้วยสัญญาที่ถูกต้องตามกฎหมาย. ข้อตกลงที่แน่นหนาเหล่านี้ทำให้เราซึ่งเป็นมนุษย์ไม่สมบูรณ์มีพื้นฐานที่มั่นคงมากยิ่งขึ้นที่จะไว้วางใจในคำสัญญาของพระยะโฮวา.—เฮ็บราย 6:16-18.

 สัญญาไมตรีกับอับราฮาม

7, 8. (ก) สัญญาไมตรีอะไรที่พระยะโฮวาทรงทำกับอับราฮาม ซึ่งให้ความกระจ่างเช่นไรในเรื่องความลับอันศักดิ์สิทธิ์? (ข) พระยะโฮวาทรงทำให้เชื้อสายที่สืบต่อมาจนถึงพงศ์พันธุ์ที่ทรงสัญญาไว้นั้นค่อย ๆ แคบลงอย่างไร?

7 เป็นเวลากว่าสองพันปีภายหลังมนุษย์ถูกขับออกจากอุทยาน พระยะโฮวาทรงแจ้งแก่อับราฮามผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของพระองค์ว่า “เราจะให้พงศ์พันธุ์ของเจ้ามากทวีขึ้นเป็นแน่ดุจดวงดาวบนท้องฟ้า . . . และโดยทางพงศ์พันธุ์ของเจ้า ทุกชาติแห่งแผ่นดินโลกจะทำให้ตนเองได้พระพรเป็นแน่ เนื่องด้วยเจ้าได้ฟังเสียงของเรา.” (เยเนซิศ 22:17, 18, ล.ม.) นี่ไม่ใช่เป็นเพียงคำสัญญา; พระยะโฮวาทรงทำสัญญานี้ในรูปแบบของสัญญาไมตรีตามกฎหมายและรับรองโดยคำปฏิญาณที่พระองค์จะไม่มีวันกลับคำ. (เยเนซิศ 17:1, 2; เฮ็บราย 6:13-15) น่าทึ่งสักเพียงไรที่พระผู้เป็นเจ้าองค์บรมมหิศรทรงทำสัญญา ที่จะอวยพรมนุษยชาติจริง ๆ!

“เราจะให้พงศ์พันธุ์ของเจ้ามากทวีขึ้น . . . ดุจดวงดาวบนท้องฟ้า”

8 สัญญาไมตรีที่ทำกับอับราฮามเผยให้เห็นว่าพงศ์พันธุ์ที่ทรงสัญญาไว้จะมาเป็นมนุษย์ เพราะท่านจะเป็นลูกหลานของอับราฮาม. แต่ท่านผู้นี้จะเป็นใคร? ต่อมา พระยะโฮวาทรงเปิดเผยว่า ในบุตรสองคนของอับราฮาม ยิศฮาคจะเป็นบรรพบุรุษของพงศ์พันธุ์นั้น. จากบุตรสองคนของยิศฮาค ยาโคบจะถูกเลือก. (เยเนซิศ 21:12; 28:13, 14) ต่อมา ยาโคบได้กล่าวคำพยากรณ์นี้แก่บุตรชายคนหนึ่งใน 12 คนของท่านว่า “ธารพระกรจะไม่ขาดไปจากยูดาห์ ทั้งไม้ถือของผู้ปกครองจะไม่ขาดไปจากหว่างเท้าของเขา จนกว่าชีโลห์ [“ท่านผู้เป็นเจ้าของ”] จะมา และชนชาติทั้งหลายจะเชื่อฟังผู้นั้น.” (เยเนซิศ 49:10, ฉบับแปลใหม่) ในตอนนั้น เป็นที่ทราบกันว่าพงศ์พันธุ์นั้นจะเป็นกษัตริย์ ผู้ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากตระกูลยูดาห์!

สัญญาไมตรีกับอิสราเอล

9, 10. (ก) พระยะโฮวาทรงทำสัญญาไมตรีอะไรกับชาติอิสราเอล และสัญญาไมตรีนั้นให้การปกป้องอะไร? (ข) พระบัญญัติแสดงให้เห็นอย่างไรว่ามนุษยชาติจำเป็นต้องมีค่าไถ่?

9 ในปี 1513 ก่อน ส.ศ. พระยะโฮวาทรงจัดการเพื่อเตรียมทางไว้สำหรับการเปิดเผยต่อไปอีกเกี่ยวกับความลับอันศักดิ์สิทธิ์. พระองค์ทรงทำสัญญาไมตรีกับชาติอิสราเอลซึ่งเป็นลูกหลานของอับราฮาม. ถึงแม้ไม่มีผลบังคับใช้แล้วในตอน นี้ แต่สัญญาไมตรีโดยทางพระบัญญัติของโมเซนี้ก็เป็นส่วนสำคัญแห่งพระประสงค์ของพระยะโฮวาที่จะก่อให้เกิดพงศ์พันธุ์ที่ทรงสัญญาไว้. เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? ขอพิจารณาดูเหตุผลสามประการ. ประการแรก พระบัญญัติเป็นเหมือนกำแพงที่ปกป้อง. (เอเฟโซ 2:14) กฎข้อบังคับอันชอบธรรมของพระบัญญัตินั้นทำหน้าที่เป็นรั้วกั้นระหว่างชาวยิวและคนต่างชาติ. ด้วยเหตุนี้ พระบัญญัติได้ช่วยรักษาเชื้อสายของพงศ์พันธุ์แห่งคำสัญญา. เนื่องจากการปกป้องดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่ ชาตินั้นจึงยังคงมีอยู่เมื่อถึงเวลากำหนดของพระเจ้าที่พระมาซีฮาจะประสูติในตระกูลยูดาห์.

10 ประการที่สอง พระบัญญัติแสดงให้เห็นอย่างละเอียดว่ามนุษยชาติจำเป็นต้องมีค่าไถ่. เนื่องจากเป็นพระบัญญัติที่สมบูรณ์พร้อม จึงเผยให้เห็นว่ามนุษย์ผิดบาปไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายนั้นอย่างครบถ้วน. ด้วยเหตุนี้ พระบัญญัติจึงมีไว้ “เพื่อทำให้การล่วงละเมิดปรากฏชัด จนกว่าพงศ์พันธุ์ที่ได้รับคำสัญญานั้นจะมา.” (ฆะลาเตีย 3:19, ล.ม.) โดยทางเครื่องบูชาสัตว์ พระบัญญัติให้การไถ่โทษสำหรับบาปได้เพียงชั่วคราว. แต่เนื่องจาก “เลือดโคผู้และเลือดแพะจะชำระความบาปก็หามิได้เลย” ดังที่เปาโลเขียนไว้ เครื่องบูชาเหล่านี้จึงเป็นเพียงภาพเล็งถึงเครื่องบูชาไถ่ของพระคริสต์. (เฮ็บราย 10:1-4) ดังนั้นแล้ว สำหรับชาวยิวผู้ซื่อสัตย์ สัญญาไมตรีนั้นจึงเป็น ‘ครูสอนซึ่งนำมาถึงพระคริสต์.’—ฆะลาเตีย 3:24.

11. สัญญาไมตรีแห่งพระบัญญัติเสนอความหวังอันรุ่งโรจน์อะไรให้ชาติอิสราเอล แต่ทำไมคนส่วนใหญ่ในชาตินั้นจึงสูญเสียความหวังดังกล่าว?

11 ประการที่สาม สัญญาไมตรีนั้นเสนอความหวังอันรุ่งโรจน์ให้ชาติอิสราเอล. พระยะโฮวาทรงแจ้งให้ทราบว่า หากพวกเขาพิสูจน์ว่าซื่อสัตย์ต่อสัญญาไมตรีนั้น พวกเขาจะกลายเป็น “อาณาจักรแห่งปุโรหิต, และจะเป็นชนชาติอันบริสุทธิ์.” (เอ็กโซโด 19:5, 6) ในที่สุด ชาติอิสราเอลโดยกำเนิดได้มาเป็นสมาชิกกลุ่มแรกของอาณาจักรแห่งปุโรหิตทางภาคสวรรค์จริง ๆ. อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้ว ชาติอิสราเอลได้ขัดขืนสัญญาไมตรีแห่งพระบัญญัติ, ปฏิเสธพงศ์พันธุ์ที่เป็นพระมาซีฮา และสูญเสียความหวังนั้นไป. ถ้าเช่นนั้น ใครจะทำให้อาณาจักรแห่งปุโรหิตครบถ้วน? และชาติที่ได้รับพระพรนั้นจะเกี่ยวข้องอย่างไรกับพงศ์พันธุ์ที่ทรงสัญญาไว้? แง่มุมเหล่านั้นของความลับอันศักดิ์สิทธิ์จะได้รับการเปิดเผยในเวลากำหนดของพระเจ้า.

 สัญญาไมตรีเรื่องราชอาณาจักรกับดาวิด

12. พระยะโฮวาทรงทำสัญญาไมตรีอะไรกับดาวิด และนั่นให้ความกระจ่างเช่นไรในเรื่องความลับอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า?

12 ในศตวรรษที่ 11 ก่อน ส.ศ. พระยะโฮวาทรงให้ความกระจ่างต่อไปในเรื่องความลับอันศักดิ์สิทธิ์เมื่อทรงทำสัญญาไมตรีอื่นอีก. พระองค์ทรงสัญญากับกษัตริย์ดาวิดผู้ซื่อสัตย์ว่า “เราจะอุปถัมภ์เผ่าพันธุ์ [“พงศ์พันธุ์,” ล.ม.] ซึ่งเกิดมาแต่เจ้าให้สืบตระกูลต่อไป, จะตั้งแผ่นดินของเจ้าไว้ให้มั่นคง . . . และเราจะตั้งพระที่นั่งของแผ่นดินผู้นั้นให้เจริญสืบไปเป็นนิตย์.” (2 ซามูเอล 7:12, 13; บทเพลงสรรเสริญ 89:3) ตอนนี้เชื้อสายของพงศ์พันธุ์ที่ทรงสัญญาถูกจำกัดไว้ที่ราชวงศ์ของดาวิด. แต่การปกครองของมนุษย์ธรรมดาจะ “ดำรงอยู่เป็นนิตย์” ได้ไหม? (บทเพลงสรรเสริญ 89:20, 29, 34-36) และกษัตริย์ที่เป็นมนุษย์เช่นนั้นจะช่วยมนุษยชาติให้พ้นจากบาปและความตายได้ไหม?

13, 14. (ก) ตามที่กล่าวไว้ในเพลงสรรเสริญบท 110 พระยะโฮวาทรงทำสัญญาอะไรกับกษัตริย์ผู้ถูกเจิมของพระองค์? (ข) โดยทางผู้พยากรณ์ของพระยะโฮวา มีการเปิดเผยอะไรต่อไปอีกเกี่ยวกับพงศ์พันธุ์ที่จะมานั้น?

13 ภายใต้การดลใจ ดาวิดได้เขียนว่า “พระยะโฮวาได้ตรัสแก่องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า, จงนั่งเบื้องขวาของเรา, กว่าเราจะปราบศัตรูของท่านให้เป็นม้ารองเท้าของท่าน. พระยะโฮวาทรงปฏิญาณไว้แล้ว, จะไม่ทรงกลับพระทัย: ท่านเป็นปุโรหิตประจำอยู่เป็นนิตย์ตามแบบอย่างมัลคีเซเด็ก.” (บทเพลงสรรเสริญ 110:1, 4) มีการนำถ้อยคำของดาวิดมาใช้โดยตรงกับพงศ์พันธุ์ที่ทรงสัญญา หรือพระมาซีฮา. (กิจการ 2:35, 36) กษัตริย์องค์นี้จะปกครอง ไม่ใช่จากกรุงเยรูซาเลม แต่จากสวรรค์ ณ “เบื้องขวา” ของพระยะโฮวา. นั่นจะทำให้พระองค์มีอำนาจ ไม่เพียงแค่เหนือแผ่นดินอิสราเอลเท่านั้นแต่เหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น. (บทเพลงสรรเสริญ 2:6-8) ข้อนี้ยังมีการเปิดเผยอะไรบางอย่างอีก. โปรดสังเกตว่าพระยะโฮวาตรัสคำปฏิญาณเป็นทางการว่าพระมาซีฮาจะเป็น “ปุโรหิต . . . ตามแบบอย่างมัลคีเซเด็ก.” เหมือนกับมัลคีเซเด็ก ผู้ซึ่งรับใช้ในฐานะกษัตริย์และปุโรหิตในสมัยของอับราฮาม พงศ์พันธุ์ที่จะมานั้นจะได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากพระเจ้าให้รับใช้ในฐานะกษัตริย์และปุโรหิต!—เยเนซิศ 14:17-20.

14 ตลอดเวลาหลายปี พระยะโฮวาทรงใช้ผู้พยากรณ์ของพระองค์ให้เปิดเผยความลับอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ต่อไปอีก. ตัวอย่างเช่น ยะซายาได้เปิดเผยว่า พงศ์พันธุ์จะสิ้นพระชนม์เป็นเครื่องบูชา. (ยะซายา 53:3-12) มีคาได้บอกล่วงหน้าเกี่ยวกับสถานที่ประสูติของพระมาซีฮา. (มีคา 5:2) ดานิเอลถึงกับพยากรณ์กำหนดเวลาที่แน่ชัดเกี่ยวกับการปรากฏและการสิ้นพระชนม์ของพงศ์พันธุ์นั้น.—ดานิเอล 9:24-27.

ความลับอันศักดิ์สิทธิ์เปิดเผยแล้ว!

15, 16. (ก) พระบุตรของพระยะโฮวา “ประสูติแต่สตรี” โดยวิธีใด? (ข) พระเยซูได้สืบทอดอะไรจากบิดามารดาของพระองค์ที่เป็นมนุษย์ และพระองค์เสด็จมาในฐานะพงศ์พันธุ์แห่งคำสัญญาเมื่อไร?

15 คำพยากรณ์เหล่านี้จะสำเร็จเป็นจริงอย่างไรยังคงเป็นเรื่องลึกลับจนกระทั่งพงศ์พันธุ์ปรากฏตัวอย่างแท้จริง. ฆะลาเตีย 4:4 กล่าวว่า “เมื่อครบกำหนดแล้ว, พระเจ้าจึงทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา, ให้ประสูติแต่สตรี.” ในปี 2 ก่อน ส.ศ. ทูตสวรรค์องค์หนึ่งได้บอกหญิงพรหมจารีชาวยิวชื่อมาเรียว่า “นี่แน่ะ. เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู. บุตรนั้นจะเป็นใหญ่, และจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของผู้สูงสุด. พระเจ้าจะประทานพระที่นั่งของดาวิดบิดาของท่านให้แก่ท่าน . . . พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาบนเธอ, และฤทธิ์เดชของผู้สูงสุดจะสวมทับเธอ เหตุฉะนั้นองค์บริสุทธิ์ที่จะบังเกิดนั้นจะได้นามว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า.”—ลูกา 1:31, 32, 35.

16 ต่อมา พระยะโฮวาทรงโยกย้ายชีวิตของพระบุตรจากสวรรค์มายังครรภ์ของมาเรีย เพื่อพระองค์จะประสูติจากสตรี. มาเรียเป็นผู้หญิงที่ไม่สมบูรณ์. กระนั้น พระเยซูก็มิได้สืบทอดความไม่สมบูรณ์จากเธอ เพราะพระองค์เป็น “พระบุตรของพระเจ้า.” ในเวลาเดียวกัน บิดามารดาของพระเยซูที่เป็นมนุษย์ก็เป็นลูกหลานของดาวิด จึงทำให้พระองค์มีทั้งสิทธิโดยกำเนิดและสิทธิตามกฎหมายในการเป็นรัชทายาทของดาวิด. (กิจการ 13:22, 23) ระหว่างการบัพติสมาของพระเยซูในปี ส.ศ. 29 พระยะโฮวาทรงเจิมพระองค์ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และตรัสว่า “ท่านนี้เป็นบุตรที่รักของเรา.” (มัดธาย 3:16, 17) ในที่สุด พงศ์พันธุ์ได้เสด็จมา! (ฆะลาเตีย 3:16) ถึงเวลาที่จะเปิดเผยมากขึ้นอีกเกี่ยวกับความลับอันศักดิ์สิทธิ์นั้น.—2 ติโมเธียว 1:10.

17. มีการให้ความกระจ่างอย่างไรในเรื่องความหมายของเยเนซิศ 3:15?

17 ระหว่างงานรับใช้ของพระองค์ พระเยซูทรงระบุว่างูในเยเนซิศ 3:15 คือ ซาตาน ส่วนพงศ์พันธุ์ของงูคือเหล่าผู้ติดตามซาตาน. (มัดธาย 23:33; โยฮัน 8:44) ต่อมา ได้มีการเปิดเผยวิธีที่พวกเหล่านี้ทั้งหมดจะถูกบดขยี้ตลอดกาล. (วิวรณ์ 20:1-3, 10, 15) และผู้หญิงได้รับการระบุตัวว่าเป็น “ยะรูซาเลมซึ่งอยู่เบื้องบน” คือองค์การทางภาคสวรรค์ของพระยะโฮวาซึ่งประกอบด้วยเหล่ากายวิญญาณที่เป็นเสมือนภรรยาของพระองค์. *ฆะลาเตีย 4:26; วิวรณ์ 12:1-6.

สัญญาไมตรีใหม่

18. จุดมุ่งหมายของ “สัญญาไมตรีใหม่” คืออะไร?

18 บางทีการเปิดเผยอันโดดเด่นที่สุดเกิดขึ้นในคืนก่อนการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู เมื่อพระองค์ทรงบอกเหล่าสาวกผู้ซื่อสัตย์เรื่อง “สัญญาไมตรีใหม่.” (ลูกา 22:20, ล.ม.) เหมือนกับสัญญาไมตรีแห่งพระบัญญัติของโมเซที่ทำขึ้นก่อนหน้านี้ สัญญาไมตรีใหม่นี้ทำขึ้นเพื่อให้มี “อาณาจักรแห่งปุโรหิต.” (เอ็กโซโด 19:6; 1 เปโตร 2:9) อย่างไรก็ดี สัญญาไมตรีนี้จะทำขึ้นไม่ใช่กับชาติฝ่ายเนื้อหนัง แต่เป็นชาติฝ่ายวิญญาณคือ “ชาติอิสราเอลของพระเจ้า” ซึ่งประกอบด้วยสาวกผู้ถูกเจิมที่ซื่อสัตย์ของพระคริสต์โดยเฉพาะ. (ฆะลาเตีย 6:16, ล.ม.) บรรดาผู้มีส่วนร่วมในสัญญาไมตรีใหม่นี้จะร่วมกับพระเยซูในการอวยพรเผ่าพันธุ์มนุษย์!

19. (ก) ทำไมสัญญาไมตรีใหม่จึงบรรลุผลในการทำให้เกิด “อาณาจักรแห่งปุโรหิต”? (ข) ทำไมคริสเตียนผู้ถูกเจิมถูกเรียกว่า “สิ่งทรงสร้างใหม่” และมีกี่คนจะรับใช้ในสวรรค์ร่วมกับพระคริสต์?

19 แต่ทำไมสัญญาไมตรีใหม่จึงบรรลุผลในการทำให้มี “อาณาจักรแห่งปุโรหิต” เพื่ออวยพรมนุษยชาติ? เพราะแทนที่จะกล่าวโทษเหล่าสาวกของพระคริสต์ฐานะเป็นคนบาป สัญญาไมตรีนั้นทำให้พวกเขามีโอกาสได้รับการอภัยบาปโดยทางเครื่องบูชาของพระองค์. (ยิระมะยา 31:31-34) เมื่อพวกเขาได้รับฐานะอันชอบธรรมเฉพาะพระพักตร์พระยะโฮวาแล้ว พระองค์ทรงรับพวกเขาเข้าสู่ครอบครัวฝ่ายสวรรค์ของพระองค์และเจิมพวกเขาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์. (โรม 8:15-17; 2 โกรินโธ 1:21) โดยวิธีนี้ พวกเขาจึง “บังเกิดใหม่สู่ความหวังอันมีชีวิต . . .  เพื่อรับมรดกซึ่ง . . . สงวนไว้ในสวรรค์.” (1 เปโตร 1:3, 4, ล.ม.) เนื่องจากฐานะอันสูงส่งเช่นนั้นนับว่าเป็นสิ่งใหม่อย่างสิ้นเชิงสำหรับมนุษย์ คริสเตียนผู้ถูกเจิมซึ่งกำเนิดด้วยพระวิญญาณจึงถูกเรียกว่า “สิ่งทรงสร้างใหม่.” (2 โกรินโธ 5:17, ล.ม.) คัมภีร์ไบเบิลเปิดเผยว่าในที่สุดชน 144,000 คนจะมีส่วนร่วมในการปกครองจากสวรรค์เหนือมนุษยชาติที่ได้รับการไถ่.—วิวรณ์ 5:9, 10; 14:1-4.

20. (ก) มีการเปิดเผยอะไรเกี่ยวกับความลับอันศักดิ์สิทธิ์ในปี ส.ศ. 36? (ข) ใครจะได้รับพระพรตามที่ทรงสัญญาไว้กับอับราฮาม?

20 ชนผู้ถูกเจิมเหล่านี้พร้อมกับพระเยซูจะกลายเป็น “พงศ์พันธุ์ของอับราฮาม.” * (ฆะลาเตีย 3:29) ชนกลุ่มแรกที่ถูกเลือกเป็นชาวยิวโดยกำเนิด. แต่ในปี ส.ศ. 36 มีการเปิดเผยอีกแง่มุมหนึ่งของความลับอันศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือ คนต่างชาติหรือคนที่ไม่ใช่ชาวยิวจะมีส่วนร่วมในความหวังฝ่ายสวรรค์ด้วย. (โรม 9:6-8; 11:25, 26; เอเฟโซ 3:5, 6) คริสเตียนผู้ถูกเจิมจะเป็นเพียงกลุ่มเดียวไหมที่ได้รับพระพรตามที่ทรงสัญญาไว้กับอับราฮาม? เปล่าเลย เพราะเครื่องบูชาของพระเยซูเป็นประโยชน์แก่ผู้คนทั้งโลก. (1 โยฮัน 2:2) ต่อมา พระยะโฮวาทรงเปิดเผยว่า “ชนฝูงใหญ่” ที่ไม่จำกัดจำนวนจะรอดผ่านอวสานแห่งระบบของซาตาน. (วิวรณ์ 7:9, 14, ล.ม.) คนจำนวนอีกมากมายจะได้รับการปลุกขึ้นจากตายพร้อมกับความหวังในการมีชีวิตตลอดไปในอุทยาน!—ลูกา 23:43; โยฮัน 5:28, 29; วิวรณ์ 20:11-15; 21:3, 4.

สติปัญญาของพระเจ้าและความลับอันศักดิ์สิทธิ์

21, 22. ความลับอันศักดิ์สิทธิ์ของพระยะโฮวาแสดงให้เห็นสติปัญญาของพระองค์ในทางใดบ้าง?

21 ความลับอันศักดิ์สิทธิ์เป็นการสำแดงอันน่าพิศวงเกี่ยวกับ “พระปัญญาที่ครอบคลุมมากมายหลายด้านของพระเจ้า.” (เอเฟโซ 3:8-10, ล.ม.) การที่พระยะโฮวาทรงกำหนดแผนการสำหรับสิ่งที่เป็นความลับนี้ แล้วจากนั้นก็เปิดเผยแบบค่อยเป็นค่อยไป ช่างแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาของพระองค์สักเพียงไร! พระองค์ทรงคำนึงถึงข้อจำกัดของมนุษย์ด้วยความสุขุม และเปิดโอกาสให้เขาแสดงสภาพหัวใจอันแท้จริงของตน.—บทเพลงสรรเสริญ 103:14.

 22 พระยะโฮวายังแสดงให้เห็นสติปัญญาที่ไม่มีใครเทียบได้ในการเลือกพระเยซูเป็นพระมหากษัตริย์ด้วย. พระบุตรของพระยะโฮวาเป็นที่ไว้วางใจได้ยิ่งกว่าบุคคลอื่นใดในเอกภพ. เมื่อดำรงชีวิตอยู่ฐานะเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ พระเยซูได้ประสบความทุกข์ยากหลายรูปแบบ. พระองค์ทรงเข้าใจดียิ่งเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ของมนุษย์. (เฮ็บราย 5:7-9) และผู้ร่วมปกครองกับพระเยซูล่ะจะว่าอย่างไร? ตลอดหลายศตวรรษ ทั้งชายและหญิงซึ่งถูกเลือกจากทุกเชื้อชาติ, ทุกภาษา, และทุกพื้นเพต่างก็ได้รับการเจิม. ไม่มีปัญหาใดที่บางคนในพวกเขาไม่เคยประสบและเอาชนะไม่ได้. (เอเฟโซ 4:22-24) การมีชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองของผู้เป็นทั้งกษัตริย์และปุโรหิตเหล่านี้ที่เปี่ยมด้วยความเมตตาช่างจะเป็นความยินดีเสียจริง ๆ!

23. คริสเตียนมีสิทธิพิเศษอะไรเกี่ยวกับความลับอันศักดิ์สิทธิ์ของพระยะโฮวา?

23 อัครสาวกเปาโลเขียนว่า “ความลับอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งถูกปิดซ่อนไว้จากระบบก่อน ๆ และคนชั่วอายุก่อน ๆ . . . ถูกทำให้ปรากฏแก่เหล่าผู้บริสุทธิ์ของพระองค์.” (โกโลซาย 1:26, ล.ม.) ถูกแล้ว เหล่าผู้บริสุทธิ์ที่ถูกเจิมของพระยะโฮวาได้มาเข้าใจเกี่ยวกับความลับอันศักดิ์สิทธิ์นั้นอย่างมากทีเดียว และพวกเขาได้บอกความรู้เช่นนั้นให้แก่คนนับล้าน ๆ. เราทุกคนช่างมีสิทธิพิเศษเสียนี่กระไร! พระยะโฮวาได้ “ทรงโปรดให้เราทราบความลับอันศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับพระทัยประสงค์ของพระองค์.” (เอเฟโซ 1:9, ล.ม.) ขอให้เราบอกความลับอันน่าพิศวงนี้แก่คนอื่น ช่วยพวกเขาให้พิจารณาสติปัญญาอันสุดจะหยั่งถึงของพระยะโฮวาพระเจ้าเช่นกัน!

^ วรรค 17 มีการเปิดเผย “ความลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสพระเจ้า” ในตัวพระเยซูด้วย. (1 ติโมเธียว 3:16, ล.ม.) เป็นความลับหรือข้อลึกลับมานานที่ว่า มีใครไหมที่สามารถรักษาความซื่อสัตย์มั่นคงอย่างไม่ขาดตกบกพร่องต่อพระยะโฮวา. พระเยซูทรงเผยให้เห็นคำตอบนั้น. พระองค์ทรงรักษาความซื่อสัตย์มั่นคงภายใต้การทดลองทุกอย่างที่ซาตานนำมาสู่พระองค์.—มัดธาย 4:1-11; 27:26-50.

^ วรรค 20 พระเยซูยังทรงทำ “สัญญาไมตรี . . . เรื่องราชอาณาจักร” กับชนกลุ่มเดียวกันด้วย. (ลูกา 22:29, 30, ล.ม.) ที่จริง พระเยซูทรงทำสัญญากับ “ฝูงเล็ก” นี้เพื่อพวกเขาจะปกครองร่วมกับพระองค์ในสวรรค์ฐานะเป็นส่วนแห่งพงศ์พันธุ์อันดับรอง ของอับราฮาม.—ลูกา 12:32, ล.ม.