ข้ามไปยังเนื้อหา

ข้ามไปยังสารบัญ

 บท 16

“สำแดงความยุติธรรม” ในการดำเนินกับพระเจ้า

“สำแดงความยุติธรรม” ในการดำเนินกับพระเจ้า

1-3. (ก) ทำไมเราเป็นหนี้บุญคุณพระยะโฮวา? (ข) ผู้ช่วยชีวิตเราองค์เปี่ยมด้วยความรักทรงเรียกร้องให้เราทำอะไร?

ขอให้นึกภาพว่าคุณติดอยู่ในเรือที่กำลังจะจม. ตอนที่คุณรู้สึกหมดหวังอยู่นั้น ผู้ช่วยชีวิตก็มาถึงพอดีแล้วดึงคุณขึ้นไปยังที่ปลอดภัย. คุณรู้สึกโล่งอกสักเพียงไรขณะที่ผู้ช่วยชีวิตพาคุณออกจากอันตรายแล้วพูดว่า “ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้วล่ะ”! คุณจะไม่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณคนนั้นหรอกหรือ? ตามความเป็นจริงแล้ว คุณเป็นหนี้ชีวิตเขา.

2 ในบางแง่มุม เรื่องนี้เป็นตัวอย่างแสดงถึงสิ่งที่พระยะโฮวาได้ทรงกระทำเพื่อเรา. เราเป็นหนี้บุญคุณพระองค์อย่างแน่นอน. ที่จริง พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมค่าไถ่ ทำให้มีทางเป็นไปได้ที่เราจะรอดจากอำนาจครอบงำของบาปและความตาย. เรารู้สึกปลอดภัยโดยรู้อยู่ว่าตราบเท่าที่เราแสดงความเชื่อในเครื่องบูชาอันล้ำค่านั้น บาปของเราได้รับการอภัย และอนาคตถาวรของเราเป็นเรื่องแน่นอน. (1 โยฮัน 1:7; 4:9) ดังที่เราได้พิจารณาในบท 14 ค่าไถ่เป็นการสำแดงออกซึ่งความรักและความยุติธรรมของพระยะโฮวาในขั้นสูงสุด. เราควรตอบสนองอย่างไร?

3 นับว่าเหมาะที่จะพิจารณาสิ่งที่ผู้ช่วยชีวิตเราองค์เปี่ยมด้วยความรักทรงเรียกร้องให้เราทำ. พระยะโฮวาตรัสโดยทางผู้พยากรณ์มีคาว่า “มนุษย์เอ๋ย พระองค์ทรงบอกเจ้าแล้วว่าอะไรดี. และอะไรคือสิ่งที่พระยะโฮวาทรงเรียกร้องจากเจ้านอกจากให้สำแดงความยุติธรรมและให้รักความกรุณาและให้เจียมตัวในการดำเนินกับพระเจ้าของเจ้า?” (มีคา 6:8, ล.ม.) โปรดสังเกตว่าสิ่งหนึ่งที่พระยะโฮวาทรงเรียกร้องคือให้เรา “สำแดงความยุติธรรม.” เราจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร?

การติดตาม ‘ความชอบธรรมที่แท้จริง’

4. เราทราบอย่างไรว่าพระยะโฮวาทรงคาดหมายให้เราดำเนินชีวิตประสานกับมาตรฐานอันชอบธรรมของพระองค์?

4 พระยะโฮวาทรงคาดหมายให้เราดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของพระองค์ใน เรื่องสิ่งที่ถูกและสิ่งที่ผิด. เนื่องจากมาตรฐานของพระองค์ยุติธรรมและชอบธรรม เมื่อเราปฏิบัติตามมาตรฐานนั้น เราจึงกำลังติดตามความยุติธรรมและความชอบธรรม. ยะซายา 1:17 (ฉบับแปลใหม่) กล่าวว่า “จงฝึกกระทำดี จงแสวงหาความยุติธรรม.” พระคำของพระเจ้ากระตุ้นเตือนเราให้ “แสวงหาความชอบธรรม.” (ซะฟันยา 2:3, ล.ม.) พระคัมภีร์ยังกระตุ้นเราให้ “สวมบุคลิกภาพใหม่ซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นตามพระทัยประสงค์ของพระเจ้าในความชอบธรรม . . . ที่แท้จริง” ด้วย. (เอเฟโซ 4:24, ล.ม.) ความชอบธรรมที่แท้จริงและความยุติธรรมแท้ ย่อมหลีกหนีจากความรุนแรง, ความไม่สะอาด, และการผิดศีลธรรม เพราะสิ่งเหล่านี้ละเมิดความบริสุทธิ์.—บทเพลงสรรเสริญ 11:5; เอเฟโซ 5:3-5.

5, 6. (ก) เหตุใดการทำตามมาตรฐานของพระยะโฮวาจึงไม่เป็นภาระหนักสำหรับเรา? (ข) คัมภีร์ไบเบิลแสดงให้เห็นอย่างไรว่าการติดตามความชอบธรรมเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง?

5 การทำตามมาตรฐานอันชอบธรรมของพระยะโฮวาเป็นภาระหนักสำหรับเราไหม? ไม่เลย. หัวใจที่ถูกดึงดูดให้มาหาพระยะโฮวาไม่รู้สึกว่าข้อเรียกร้องของพระองค์เป็นภาระหนัก. เพราะเรารักพระเจ้าของเราและทุกแง่ที่พระองค์เป็น เราต้องการดำเนินชีวิตในแนวทางที่ทำให้พระองค์พอพระทัย. (1 โยฮัน 5:3) อย่าลืมว่าพระยะโฮวา “ทรงรักกิจการที่ชอบธรรม.” (บทเพลงสรรเสริญ 11:7, ฉบับแปลใหม่) หากเราจะเลียนแบบความยุติธรรมหรือความชอบธรรมของพระเจ้าอย่างแท้จริง เราต้องพัฒนาความรักต่อสิ่งที่พระยะโฮวาทรงรักและเกลียดสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียด.—บทเพลงสรรเสริญ 97:10.

6 ไม่ใช่เรื่องง่ายที่มนุษย์ไม่สมบูรณ์จะติดตามความชอบธรรม. เราต้องถอดทิ้งบุคลิกภาพเก่าพร้อมกับกิจปฏิบัติที่ผิดบาปของบุคลิกนั้นแล้วสวมใส่บุคลิกภาพใหม่. คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่าบุคลิกภาพใหม่ “กำลังสร้างขึ้นใหม่” ด้วยความรู้ถ่องแท้. (โกโลซาย 3:9, 10, ล.ม.) ถ้อยคำในภาษาเดิมที่ได้รับการแปลว่า “กำลังสร้างขึ้นใหม่” บ่งชี้ว่าการสวมใส่บุคลิกภาพใหม่เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้ความมานะอย่างขันแข็ง. ไม่ว่าเราพยายามมากแค่ไหนเพื่อจะทำสิ่งถูกต้อง ก็มีบางครั้งที่นิสัยผิดบาปทำให้เราพลาดพลั้งในความคิด, คำพูด, หรือการกระทำ.—โรม 7:14-20; ยาโกโบ 3:2.

7. เราควรมีทัศนะเช่นไรหากเราพลาดพลั้งในการพยายามดำเนินตามความชอบธรรม?

 7 เราควรมีทัศนะอย่างไรหากเราพลาดพลั้งในการพยายามดำเนินตามความชอบธรรม? แน่นอน เราคงจะไม่ต้องการดูเบาว่าการทำผิดบาปเป็นเรื่องเล็กน้อย. ในเวลาเดียวกัน เราต้องไม่ยอมแพ้ โดยที่รู้สึกว่าข้อบกพร่องของเราทำให้เราไม่เหมาะที่จะรับใช้พระยะโฮวา. พระเจ้าองค์เปี่ยมด้วยความกรุณาของเราได้ทรงเตรียมการไว้เพื่อทำให้คนที่กลับใจอย่างจริงใจได้รับความพอพระทัยของพระองค์ดังเดิม. ขอพิจารณาถ้อยคำที่ทำให้อุ่นใจของอัครสาวกโยฮันที่ว่า “ข้าพเจ้าเขียนเรื่องเหล่านี้ถึงท่านทั้งหลายเพื่อท่านจะไม่ทำบาป.” แต่แล้วท่านได้กล่าวเสริมอย่างที่ตรงกับสภาพจริงว่า “ถึงกระนั้น หากผู้ใดทำบาป [เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ที่สืบทอดมา] เราก็มีผู้ช่วยเหลืออยู่กับพระบิดา คือพระเยซูคริสต์.” (1 โยฮัน 2:1, ล.ม.) ถูกแล้ว พระยะโฮวาได้ทรงจัดเตรียมเครื่องบูชาไถ่ของพระเยซูเพื่อเราจะรับใช้พระองค์อย่างเป็นที่ยอมรับได้ทั้ง ๆ ที่เรามีนิสัยผิดบาปก็ตาม. นั่นกระตุ้นเราให้ต้องการทำสุดความสามารถเพื่อจะทำให้พระยะโฮวาพอพระทัยมิใช่หรือ?

ข่าวดีและความยุติธรรมของพระเจ้า

8, 9. การประกาศข่าวดีแสดงให้เห็นความยุติธรรมของพระยะโฮวาอย่างไร?

8 เราสามารถสำแดงความยุติธรรม ที่แท้แล้วเลียนแบบความยุติธรรมของพระเจ้า โดยการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการประกาศข่าวดีเรื่องราชอาณาจักรของพระเจ้าแก่คนอื่น. มีความเกี่ยวพันอะไรระหว่างความยุติธรรมของพระยะโฮวากับข่าวดี?

9 พระยะโฮวาจะไม่นำอวสานมาสู่ระบบชั่วนี้โดยไม่มีการประกาศคำเตือนเสียก่อน. ในคำพยากรณ์ของพระองค์เกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นระหว่างเวลาอวสาน พระเยซูตรัสว่า “ข่าวดีจะต้องได้รับการประกาศในประเทศทั้งปวงก่อน.” (มาระโก 13:10, ล.ม.; มัดธาย 24:3) การใช้คำ “ก่อน” แสดงนัยว่าเหตุการณ์อื่น ๆ จะเกิดขึ้นหลังจากงานประกาศทั่วโลก. เหตุการณ์เหล่านั้นรวมไปถึงความทุกข์ลำบากใหญ่ที่มีการบอกไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะหมายถึงความพินาศสำหรับคนชั่วและจะเตรียมทางไว้สำหรับโลกใหม่อันชอบธรรม. (มัดธาย 24:14, 21, 22) แน่นอน  ไม่มีใครจะกล่าวหาอย่างที่ฟังขึ้นว่าพระยะโฮวาไม่ยุติธรรมกับคนชั่ว. โดยให้มีการประกาศคำเตือน พระองค์ทรงให้คนเช่นนั้นมีโอกาสเพียงพอที่จะเปลี่ยนแนวทางของเขาและดังนั้นจึงรอดจากความพินาศ.—โยนา 3:1-10.

เราสำแดงความยุติธรรมแบบพระเจ้าเมื่อเราบอกข่าวดีแก่คนอื่นอย่างไม่ลำเอียง

10, 11. การที่เรามีส่วนร่วมในการประกาศข่าวดีสะท้อนให้เห็นความยุติธรรมของพระเจ้าอย่างไร?

10 การประกาศข่าวดีของเราสะท้อนให้เห็นความยุติธรรมของพระเจ้าอย่างไร? ประการแรก เป็นการถูกต้องทีเดียวที่เราจะทำสิ่งซึ่งเราทำได้เพื่อช่วยคนอื่นให้ได้รับความรอด. ขอพิจารณาตัวอย่างเรื่องการช่วยให้รอดจากเรือที่กำลังจะจมนั้นอีกครั้ง. เมื่อปลอดภัยอยู่ในเรือชูชีพแล้ว แน่นอนคุณคงต้องการที่จะช่วยคนอื่นซึ่งยังคงอยู่ในน้ำ. คล้ายกัน เรามีพันธะต่อคนเหล่านั้นที่ยังคงกระเสือกกระสนอยู่ใน “น้ำ” ของโลกชั่วนี้. จริงอยู่ หลายคนปฏิเสธข่าวสารของเรา. แต่ตราบใดที่พระยะโฮวายังคงอดกลั้นพระทัยอยู่ เราก็มีหน้าที่รับผิดชอบที่จะให้โอกาสพวกเขา “กลับใจเสียใหม่” และโดยวิธีนี้จึงมาอยู่ในเส้นทางที่จะได้รับความรอด.—2 เปโตร 3:9.

11 โดยการประกาศข่าวดีแก่ทุกคนที่เราพบ เราสำแดงความยุติธรรมในวิธีที่สำคัญอีกวิธีหนึ่ง: เราแสดงความไม่ลำเอียง. อย่าลืมว่า “พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใด แต่ชาวชนในประเทศใด ๆ ที่เกรงกลัวพระองค์และประพฤติในทางชอบธรรมก็เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์.” (กิจการ 10:34, 35) หากเราจะเลียนแบบความยุติธรรมของพระองค์ เราต้องไม่ตัดสินผู้คนล่วงหน้าอย่างมีอคติ. แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เราควรบอกข่าวดีแก่คนอื่นโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ, ฐานะทางสังคม, หรือฐานะทางการเงินของเขา. ดังนั้น เราให้ทุกคนที่พร้อมจะรับฟังมีโอกาสได้ยินข่าวดีและตอบรับ.—โรม 10:11-13.

วิธีที่เราปฏิบัติต่อคนอื่น

12, 13. (ก) ทำไมเราไม่ควรด่วนตัดสินคนอื่น? (ข) คำแนะนำของพระเยซูที่ว่า “จงเลิกตัดสิน” และ “จงเลิกกล่าวโทษ” มีความหมายเช่นไร? (โปรดดูเชิงอรรถด้วย.)

12 เรายังสำแดงความยุติธรรมได้ด้วยโดยการปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างที่พระยะโฮวาทรงปฏิบัติต่อเรา. เป็นเรื่องง่ายทีเดียวที่จะเป็นคนตัดสินคนอื่น, วิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาดและสงสัยเจตนาของเขา. แต่มีใครในพวกเราไหมที่ต้องการ ให้พระยะโฮวาเพ่งพินิจดูเจตนาและข้อบกพร่องของเราด้วยท่าทีที่ไร้ความเมตตา? นั้นไม่ใช่วิธีที่พระยะโฮวาทรงปฏิบัติต่อเรา. ผู้ประพันธ์เพลงสรรเสริญกล่าวว่า “ข้าแต่พระยะโฮวา, ถ้าหากพระองค์จะทรงจดจำการอสัตย์อธรรมทั้งหมดไว้, ใครจะทนไหว?” (บทเพลงสรรเสริญ 130:3) เรารู้สึกขอบพระคุณมิใช่หรือที่พระเจ้าองค์ยุติธรรมและเปี่ยมด้วยความเมตตาทรงเลือกที่จะไม่เพ่งเล็งในข้อบกพร่องของเรา? (บทเพลงสรรเสริญ 103:8-10) ดังนั้นแล้ว เราควรปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไร?

13 หากเราเข้าใจลักษณะที่เปี่ยมด้วยความเมตตาแห่งความยุติธรรมของพระเจ้าแล้ว เราจะไม่ด่วนตัดสินคนอื่นในเรื่องที่จริง ๆ แล้วไม่เกี่ยวข้องกับเราหรือในเรื่องที่ไม่ค่อยสำคัญ. ในคำเทศน์บนภูเขา พระเยซูทรงเตือนว่า “จงเลิกตัดสินผู้อื่น เพื่อท่านทั้งหลายจะไม่ถูกตัดสิน.” (มัดธาย 7:1, ล.ม.) ตามเรื่องราวของลูกา พระเยซูตรัสเสริมว่า “จงเลิกกล่าวโทษผู้อื่น และท่านทั้งหลายจะไม่ถูกกล่าวโทษเลย.” * (ลูกา 6:37, ล.ม.) พระเยซูแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงทราบถึงแนวโน้มของมนุษย์ไม่สมบูรณ์ที่จะตัดสินคนอื่น. ผู้ฟังพระองค์คนใดก็ตามที่มีนิสัยชอบตัดสินคนอื่นอย่างเข้มงวดต้องเลิกนิสัยเช่นนั้น.

14. เราต้อง “เลิกตัดสิน” คนอื่นด้วยเหตุผลอะไร?

14 ทำไมเราต้อง “เลิกตัดสิน” คนอื่น? ประการแรก อำนาจของเรามีจำกัด. สาวกยาโกโบเตือนเราว่า “มีผู้เดียวที่เป็นผู้ประทานกฎหมายและผู้พิพากษา” คือพระยะโฮวานั่นเอง. ดังนั้น ยาโกโบจึงถามอย่างตรงจุดว่า “ท่านเป็นผู้ใดเล่าจึงพิพากษาเพื่อนบ้านของตน?” (ยาโกโบ 4:12, ล.ม.; โรม 14:1-4) นอกจากนี้ นิสัยที่ผิดบาปของเราอาจทำให้ง่ายที่เราจะตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม. เจตคติและแรงจูงใจหลายอย่าง รวมทั้งอคติ, ความรู้สึกถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี, ความอิจฉาริษยา, และการถือว่าตัวเองชอบธรรม อาจบิดเบือนลักษณะที่เรามองดูเพื่อนมนุษย์. เรายังมีข้อจำกัดอีกหลายอย่าง และการไตร่ตรองดูเรื่องเหล่านี้น่าจะยับยั้งเราไว้ จากการด่วนจับผิดคนอื่น. เราอ่านหัวใจคนไม่ได้ ทั้งเราไม่สามารถรู้สภาพแวดล้อมส่วนตัวทั้งหมดของคนอื่น. ถ้าเช่นนั้น เราเป็นใครหรือที่จะกล่าวหาว่าเพื่อนร่วมความเชื่อมีเจตนาผิด ๆ หรือที่จะวิจารณ์ความพยายามของเขาในการรับใช้พระเจ้า? เป็นการดีกว่ามากสักเพียงไรที่จะเลียนแบบพระยะโฮวาโดยการมองหาความดีในตัวพี่น้องชายหญิงของเราแทนที่จะเพ่งเล็งในข้อบกพร่องของเขา!

15. ในท่ามกลางผู้นมัสการพระเจ้าไม่ควรมีคำพูดและการปฏิบัติเช่นไร และทำไม?

15 จะว่าอย่างไรเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวของเรา? น่าเศร้า ในโลกทุกวันนี้ การตัดสินอย่างรุนแรงที่สุดบางอย่างเกิดขึ้นในสถานที่ซึ่งน่าจะเป็นแหล่งพักพิงอันสงบสุข ซึ่งก็คือบ้านนั่นเอง. ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่จะได้ยินเกี่ยวกับสามี, ภรรยา, หรือบิดามารดาที่หยาบหยามซึ่งก่อความทุกข์ให้แก่สมาชิกในครอบครัวโดยการโจมตีด้วยคำด่าทอหรือการประทุษร้ายทางกายอยู่เรื่อย ๆ. แต่ในท่ามกลางผู้นมัสการพระเจ้า ไม่ควรมีคำพูดที่มุ่งร้าย, การพูดถากถางอย่างเจ็บแสบ, และการประทุษร้ายทางกาย. (เอเฟโซ 4:29, 31; 5:33; 6:4) คำแนะนำของพระเยซู ที่ว่า “จงเลิกตัดสิน” และ “จงเลิกกล่าวโทษ” ควรนำมาใช้เมื่อเราอยู่ที่บ้านด้วย. จำไว้ว่าการสำแดงความยุติธรรมเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อคนอื่นแบบที่พระยะโฮวาทรงปฏิบัติต่อเรา. และพระเจ้าของเราไม่เคยเกรี้ยวกราดหรือโหดเหี้ยมในการปฏิบัติต่อเรา. แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์ “ทรงเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่อันอ่อนละมุนและเมตตา” ต่อคนเหล่านั้นที่รักพระองค์. (ยาโกโบ 5:11, ล.ม.) ช่างเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้ที่เราพึงเลียนแบบ!

ผู้ปกครองรับใช้ “เพื่อความยุติธรรม”

16, 17. (ก) พระยะโฮวาทรงคาดหมายอะไรจากพวกผู้ปกครอง? (ข) ต้องทำประการใดเมื่อผู้กระทำผิดไม่ได้แสดงการกลับใจอย่างแท้จริง และเพราะเหตุใด?

16 เราทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบที่จะสำแดงความยุติธรรม แต่พวกผู้ปกครองในประชาคมคริสเตียนมีความรับผิดชอบเป็นพิเศษในเรื่องนี้. โปรดสังเกตคำพรรณนาเชิงพยากรณ์เกี่ยวกับ “เจ้าชาย” หรือผู้ปกครอง ดังที่ยะซายาบันทึกไว้ว่า “นี่แน่ะ! กษัตริย์จะครองราชย์เพื่อความชอบธรรม; ส่วนพวกเจ้าชาย พวกเขาจะปกครองเป็นเจ้าชายเพื่อความยุติธรรม.” (ยะซายา 32:1, ล.ม.) ถูกแล้ว พระยะโฮวาทรงคาดหมายให้ผู้ปกครองรับใช้อย่างที่ประสานกับความยุติธรรม. พวกเขาจะทำเช่นนี้ได้โดยวิธีใด?

17 ผู้ชายที่มีคุณวุฒิทางฝ่ายวิญญาณเหล่านี้ทราบดีว่าความยุติธรรมหรือความชอบธรรมเรียกร้องให้รักษาประชาคมให้สะอาด. บางครั้ง พวกผู้ปกครองต้องตัดสินคดีเกี่ยวกับการทำผิดร้ายแรง. เมื่อทำหน้าที่นั้น พวกเขาจำไว้ว่าความยุติธรรมแบบพระเจ้าจะหาทางแสดงความเมตตาหากมีทางเป็นไปได้. ดังนั้น เขาจึงพยายามช่วยผู้กระทำผิดให้กลับใจ. แต่จะว่าอย่างไรหากผู้กระทำผิดไม่ยอมแสดงการกลับใจอย่างแท้จริงทั้ง ๆ ที่มีการพยายามเช่นนั้นเพื่อช่วยเขา? ด้วยความยุติธรรมอย่างเต็มที่ พระคำของพระยะโฮวาสั่งให้จัดการขั้นเด็ดขาดดังนี้: “จงกำจัดคนชั่วช้านั้นออกจากพวกท่านเสียเถิด.” นั่นหมายถึงการขับไล่เขาออกจากประชาคม. (1 โกรินโธ 5:11-13, ฉบับแปลใหม่; 2 โยฮัน 9-11) การจัดการเช่นนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ปกครองเศร้าใจ แต่พวกเขายอมรับว่านั่นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องความสะอาดด้านศีลธรรมและด้านวิญญาณของประชาคม. แม้แต่ ตอนนั้น พวกเขาก็หวังว่าสักวันหนึ่งผู้กระทำผิดจะสำนึกตัวแล้วกลับมายังประชาคม.—ลูกา 15:17, 18.

18. เมื่อให้คำแนะนำคนอื่นโดยอาศัยคัมภีร์ไบเบิลผู้ปกครองคำนึงถึงอะไรเสมอ?

18 การรับใช้อย่างที่ประสานกับความยุติธรรมยังเกี่ยวข้องกับการให้คำแนะนำที่อาศัยคัมภีร์ไบเบิลในคราวจำเป็นด้วย. แน่นอน ผู้ปกครองไม่ได้มองหา ข้อบกพร่องในตัวคนอื่น. ทั้งเขาไม่ฉวยทุกโอกาสที่จะให้การแก้ไข. แต่เพื่อนร่วมความเชื่ออาจ “ก้าวพลาดไปประการใดก่อนที่เขารู้ตัว.” การจำไว้ว่าความยุติธรรมของพระเจ้าไม่เหี้ยมโหดหรือไร้ความรู้สึกจะกระตุ้นพวกผู้ปกครองให้ “พยายามปรับคนเช่นนั้นให้เข้าที่ด้วยน้ำใจอ่อนโยน.” (ฆะลาเตีย 6:1, ล.ม.) ฉะนั้น พวกผู้ปกครองจะไม่ดุด่าผู้ที่ทำผิดหรือใช้คำพูดเกรี้ยวกราด. แทนที่จะเป็นเช่นนั้น คำแนะนำที่ให้ด้วยความรักย่อมทำให้คนที่ได้รับนั้นมีกำลังใจ. แม้แต่เมื่อให้การว่ากล่าวที่ตรงจุด โดยชี้แจงผลของแนวทางที่ไม่ฉลาดนั้นอย่างตรงไปตรงมา ผู้ปกครองระลึกเสมอว่าเพื่อนร่วมความเชื่อซึ่งได้ทำผิดนั้นเป็นแกะในฝูงของพระยะโฮวา. * (ลูกา 15:7) เมื่อเห็นได้ชัดว่าคำแนะนำหรือการว่ากล่าวได้รับแรงกระตุ้นจากความรักและทำเช่นนั้นด้วยความรักแล้ว นั่นคงจะทำให้ผู้ทำผิดปรับเข้าที่ได้มากกว่า.

19. ผู้ปกครองต้องตัดสินใจเรื่องอะไรบ้าง และพวกเขาต้องอาศัยอะไรเป็นหลักในการตัดสินใจเช่นนั้น?

19 บ่อยครั้งผู้ปกครองต้องตัดสินใจในบางเรื่องซึ่งมีผลกระทบต่อเพื่อนร่วมความเชื่อ. ตัวอย่างเช่น พวกผู้ปกครองประชุมกันเป็นครั้งคราวเพื่อพิจารณาว่ามีพี่น้องชายคนใดในประชาคมมีคุณวุฒิจะได้รับการเสนอแนะฐานะเป็นผู้ปกครองหรือผู้ช่วยงานรับใช้. ผู้ปกครองทราบความสำคัญของการเป็นคนไม่ลำเอียง. พวกเขาให้ข้อเรียกร้องของพระเจ้าสำหรับการแต่งตั้งเช่นนั้นชี้นำเขาในการตัดสินใจ ไม่อาศัยเพียงแค่ความรู้สึกส่วนตัว. ดังนั้น พวกเขาปฏิบัติ “โดยไม่เห็นแก่หน้าคนใดเลย, และโดยไม่กระทำอะไร ๆ ไปด้วยใจลำเอียง.”—1 ติโมเธียว 5:21.

20, 21. (ก) ผู้ปกครองพยายามจะเป็นเช่นไร และเพราะเหตุใด? (ข) ผู้ปกครองจะทำอะไรได้เพื่อช่วย “จิตวิญญาณที่หดหู่ใจ”?

 20 ผู้ปกครองดำเนินการตามความยุติธรรมของพระเจ้าในวิธีอื่นด้วย. หลังจากบอกล่วงหน้าว่าผู้ปกครองจะรับใช้ “เพื่อความยุติธรรม” แล้ว ยะซายากล่าวต่อไปว่า “แต่ละท่านต้องเป็นเหมือนที่หลบซ่อนให้พ้นลมและที่กำบังจากพายุฝน เหมือนสายธารในประเทศที่แล้งน้ำ เหมือนร่มเงาแห่งหินผาใหญ่ในแดนกันดาร.” (ยะซายา 32:2, ล.ม.) ดังนั้นแล้ว ผู้ปกครองทั้งหลายพยายามจะเป็นแหล่งแห่งการปลอบโยนและความสดชื่นสำหรับเพื่อนร่วมนมัสการของพวกเขา.

21 ทุกวันนี้ เนื่องจากมีปัญหาสารพัดที่มักจะทำให้หมดกำลังใจ หลายคนจึงต้องได้รับการชูใจ. ผู้ปกครองทั้งหลาย คุณจะทำอะไรได้เพื่อช่วยเหลือ “จิตวิญญาณที่หดหู่ใจ”? (1 เธซะโลนิเก 5:14, ล.ม.) จงรับฟังพวกเขาด้วยความเห็นอกเห็นใจ. (ยาโกโบ 1:19) เขาอาจต้องการเล่า “ความหนักใจ” ของเขาให้ใครสักคนหนึ่งฟังซึ่งเป็นคนที่เขาไว้ใจ. (สุภาษิต 12:25) จงทำให้เขามั่นใจอีกครั้งว่า ตัวเขา เองเป็นที่ต้องการ, มีค่า, และเป็นที่รักของทั้งพระยะโฮวาและพี่น้องชายหญิงของเขาด้วย. (1 เปโตร 1:22; 5:6, 7) นอกจากนี้ คุณอาจอธิษฐานกับคนเช่นนั้นและอธิษฐานเผื่อเขา. การได้ฟังผู้ปกครองกล่าวคำอธิษฐานที่จริงใจเพื่อประโยชน์ของเขาอาจให้การปลอบโยนมากที่สุด. (ยาโกโบ 5:14, 15) ความพยายามด้วยความรักของคุณในการช่วยคนที่หดหู่ใจจะไม่ผ่านไปโดยที่พระเจ้าแห่งความยุติธรรมไม่สังเกตเห็น.

ผู้ดูแลสะท้อนให้เห็นความยุติธรรมของพระยะโฮวาเมื่อพวกเขาให้กำลังใจคนที่ท้อแท้

22. เราสามารถเลียนแบบความยุติธรรมของพระยะโฮวาในทางใดบ้าง และพร้อมด้วยผลเช่นไร?

22 ที่จริง เราเข้าใกล้พระยะโฮวามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยการเลียนแบบความยุติธรรมของพระองค์! เมื่อเราสนับสนุนมาตรฐานอันชอบธรรมของพระองค์ เมื่อเราแบ่งปันข่าวดีที่ช่วยชีวิตให้แก่คนอื่น, และเมื่อเราเลือกที่จะเพ่งเล็งในส่วนดีของคนอื่นแทนที่จะมองหาความผิดพลาดของเขา เรากำลังสำแดงความยุติธรรมแบบพระเจ้า. ผู้ปกครองทั้งหลาย เมื่อคุณปกป้องความสะอาดของประชาคม, เมื่อคุณให้คำแนะนำที่เสริมสร้างตามหลักพระคัมภีร์, เมื่อคุณทำการตัดสินอย่างไม่ลำเอียง, และเมื่อคุณให้กำลังใจคนที่ท้อแท้ คุณก็กำลังสะท้อนให้เห็นความยุติธรรมแบบพระเจ้า. คงต้องทำให้พระทัยของพระยะโฮวามีความยินดีสักเพียงไรเมื่อทอดพระเนตรจากสวรรค์ลงมาเห็นไพร่พลของพระองค์พยายามสุดความสามารถที่จะ “สำแดงความยุติธรรม” ในการดำเนินกับพระเจ้าของพวกเขา!

^ วรรค 13 ฉบับแปลบางฉบับกล่าวว่า “อย่าตัดสิน” และ “อย่ากล่าวโทษ.” การแปลดังกล่าวหมายความว่า “อย่าเริ่มตัดสิน” และ “อย่าเริ่มกล่าวโทษ.” อย่างไรก็ตาม ในที่นี้ผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิลใช้คำสั่งห้ามในรูปปัจจุบันกาล (ซึ่งแสดงถึงการกระทำที่ต่อเนื่อง). ดังนั้น การกระทำที่พรรณนาไว้นั้นกำลังดำเนินอยู่ แต่ต้องยุติลง.

^ วรรค 18 ที่ 2 ติโมเธียว 4:2 (ล.ม.) คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่าบางครั้งผู้ปกครองต้อง “ว่ากล่าว, ตำหนิ, กระตุ้นเตือน.” คำภาษากรีกที่ได้รับการแปลว่า “กระตุ้นเตือน” (พาราคาเลโอ ) อาจมีความหมายว่า “ให้กำลังใจ” ได้ด้วย. คำภาษากรีกที่เกี่ยวข้องกันคือคำ พาราคีโทส อาจหมายถึงผู้แก้ต่างในทางกฎหมาย. ดังนั้น แม้แต่เมื่อผู้ปกครองให้การว่ากล่าวที่หนักแน่น เขาต้องเป็นผู้ช่วยของคนเหล่านั้นที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทางฝ่ายวิญญาณ.