ข้ามไปยังเนื้อหา

ข้ามไปยังสารบัญ

 บท 31

“จงเข้าใกล้พระเจ้า แล้วพระองค์จะทรงเข้าใกล้ท่านทั้งหลาย”

“จงเข้าใกล้พระเจ้า แล้วพระองค์จะทรงเข้าใกล้ท่านทั้งหลาย”

1-3. (ก) เราอาจเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์โดยการสังเกตปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกน้อยของเขา? (ข) ขั้นตอนอะไรที่พัฒนาขึ้นตามธรรมชาติเมื่อมีคนแสดงความรักต่อเรา และคำถามสำคัญอะไรที่เราควรถามตัวเอง?

พ่อแม่ชอบใจเมื่อเห็นลูกน้อยที่ยังแบเบาะยิ้มออกมา. เขาทั้งสองมักจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ลูกน้อย พูดเบา ๆ แล้วแสดงความรู้สึกออกมาด้วยการยิ้ม. ทั้งคู่เฝ้ารอที่จะเห็นการตอบสนอง. และไม่นานนัก ลูกน้อยก็ตอบรับ มีลักยิ้มที่แก้ม ริมฝีปากเผยอ แล้วก็มีรอยยิ้มที่น่ารัก. ในลักษณะที่ไม่มีใดเหมือน การยิ้มนั้นดูเหมือนแสดงออกถึงความรักใคร่ เป็นการเริ่มแสดงความรักที่ลูกน้อยตอบสนองต่อความรักของพ่อแม่.

2 การยิ้มของทารกทำให้เรานึกถึงบางสิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์. การตอบสนองตามธรรมชาติของเราต่อความรักก็คือการแสดงความรักตอบ. เราถูกสร้างมาแบบนั้นจริง ๆ. (บทเพลงสรรเสริญ 22:9) ขณะที่เราเติบโต ความสามารถของเราที่จะตอบสนองต่อความรักก็พัฒนาขึ้น. บางทีคุณอาจจำได้ว่าตอนที่ตัวเองอยู่ในวัยเด็ก พ่อแม่, ญาติพี่น้อง, หรือเพื่อนฝูงได้แสดงความรักต่อคุณอย่างไร. ความรู้สึกอบอุ่นเกิดขึ้นในหัวใจคุณ ความรู้สึกนั้นเจริญงอกงาม แล้วพัฒนาเป็นการกระทำ. คุณแสดงความรักตอบ. ขั้นตอนคล้ายกันพัฒนาขึ้นในสัมพันธภาพระหว่างคุณกับพระยะโฮวาพระเจ้าไหม?

3 คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า “เราทั้งหลายเกิดความรัก ก็เพราะพระองค์ได้ทรงรักเราก่อน.” (1 โยฮัน 4:19) ตั้งแต่ตอน 1 จนถึงตอน 3 ของหนังสือเล่มนี้ มีการเตือนให้คุณระลึกว่าพระยะโฮวาได้ทรงสำแดงอำนาจ, ความยุติธรรม, และสติปัญญาของพระองค์ในวิธีที่เปี่ยมด้วยความรักเพื่อประโยชน์ของคุณ. และในตอน 4 คุณได้เห็นแล้วว่า พระองค์ได้ทรงสำแดงความรักโดยตรงต่อมนุษยชาติ และต่อคุณเป็นส่วนตัว ในวิธีที่โดดเด่น. ตอนนี้เกิดคำถามขึ้น. ในแง่หนึ่ง นี่เป็นคำถามสำคัญที่สุดที่คุณควรถามตัวเองคือ ‘ฉันจะตอบสนองความรักของพระยะโฮวาโดยวิธีใด?’

 ความหมายของการรักพระเจ้า

4. ผู้คนรู้สึกสับสนในประการใดเกี่ยวกับความหมายของการรักพระเจ้า?

4 พระยะโฮวา ผู้ทรงริเริ่มความรัก ทราบดีว่าความรักมีพลังมากมายที่จะทำให้คนอื่นแสดงคุณลักษณะที่ดีที่สุดออกมา. ดังนั้น ถึงแม้มนุษยชาติที่ไม่ซื่อสัตย์ได้ขืนอำนาจอยู่เรื่อยมา พระองค์ก็ยังคงมั่นพระทัยว่ามนุษย์บางคนจะตอบสนองความรักของพระองค์. และที่จริง หลายล้านคนได้ทำเช่นนั้น. อย่างไรก็ดี น่าเศร้าใจ ศาสนาต่าง ๆ ของโลกที่เสื่อมทรามนี้ได้ทำให้ผู้คนสับสนในเรื่องความหมายของการรักพระเจ้า. ผู้คนนับไม่ถ้วนกล่าวว่าพวกเขารักพระเจ้า แต่ดูเหมือนพวกเขาคิดว่าความรักดังกล่าวเป็นเพียงความรู้สึกที่แสดงออกด้วยคำพูด. ความรักต่อพระเจ้าอาจเริ่มในวิธีนั้น เช่นเดียวกับที่ลูกน้อยแสดงความรักต่อพ่อแม่เป็นครั้งแรกด้วยรอยยิ้ม. แต่สำหรับผู้ใหญ่แล้ว ความรักเกี่ยวข้องมากกว่านั้น.

5. คัมภีร์ไบเบิลให้คำนิยามความหมายของความรักต่อพระเจ้าไว้อย่างไร และเหตุใดคำนิยามนั้นควรดึงดูดใจเรา?

5 พระยะโฮวาทรงให้คำนิยามความหมายของการรักพระองค์. พระคำของพระองค์กล่าวว่า “นี่แหละหมายถึงความรักต่อพระเจ้า คือที่เราปฏิบัติตามบัญญัติของพระองค์.” ดังนั้นแล้ว ความรักต่อพระเจ้าต้องแสดงออกด้วยการกระทำ. จริงอยู่ หลายคนรู้สึกว่าความคิดในเรื่องการเชื่อฟังนั้นไม่ดึงดูดใจ. แต่ข้อเดียวกันนั้นกล่าวเสริมอย่างกรุณาว่า “และกระนั้นบัญญัติ [ของพระเจ้า] ไม่เป็นภาระหนัก.” (1 โยฮัน 5:3, ล.ม.) กฎหมายและหลักการของพระยะโฮวาได้รับการเตรียมไว้เพื่อให้ประโยชน์แก่เรา ไม่ใช่เพื่อกดขี่เรา. (ยะซายา 48:17, 18) พระคำของพระเจ้าเต็มด้วยหลักการต่าง ๆ ที่ช่วยเราเข้าใกล้พระองค์มากขึ้น. เป็นเช่นนั้นโดยวิธีใด? ขอให้เราทบทวนสามแง่มุมเกี่ยวกับสัมพันธภาพของเรากับพระเจ้า. แง่มุมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการสื่อความ, การนมัสการ, และการเลียนแบบ.

การสื่อความกับพระยะโฮวา

6-8. (ก) เราจะฟังพระยะโฮวาได้โดยวิธีใด? (ข) เราจะทำให้พระคัมภีร์มีชีวิตขณะที่เราอ่านได้อย่างไร?

6 บท 1 เริ่มด้วยคำถามที่ว่า “คุณนึกภาพการสนทนากับพระเจ้าออกไหม?” เราเข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่เป็นเพียงจินตนาการ. ที่แท้แล้ว โมเซได้สนทนากับพระเจ้า.  เราล่ะเป็นอย่างไร? ปัจจุบันไม่ใช่เป็นสมัยที่พระยะโฮวาจะส่งทูตสวรรค์ของพระองค์มาสนทนากับมนุษย์. แต่พระยะโฮวามีวิธีการที่ดีเยี่ยมในการสื่อความกับพวกเราในทุกวันนี้. เราจะฟังพระยะโฮวาได้โดยวิธีใด?

7 เนื่องจาก “พระคัมภีร์ทุกตอนมีขึ้นโดยการดลใจจากพระเจ้า” เราจึงฟังพระยะโฮวาได้โดยการอ่านคัมภีร์ไบเบิล พระคำของพระองค์. (2 ติโมเธียว 3:16, ล.ม.) ด้วยเหตุนี้ ผู้ประพันธ์เพลงสรรเสริญได้กระตุ้นผู้รับใช้ของพระยะโฮวาให้อ่านพระคำนั้น “ทั้งกลางวันและกลางคืน.” (บทเพลงสรรเสริญ 1:1, 2) การทำเช่นนั้นเรียกร้องให้เราใช้ความพยายามมากทีเดียว. แต่ความพยายามทั้งหมดนี้นับว่าคุ้มค่า. ดังที่เราได้เห็นในบท 18 คัมภีร์ไบเบิลเป็นเหมือนจดหมายล้ำค่าที่พระบิดาทางภาคสวรรค์ส่งถึงเรา. ดังนั้น การอ่านจดหมายนั้นไม่ควรเป็นงานที่น่าเบื่อ. เราต้องทำให้พระคัมภีร์มีชีวิต ขณะที่เราอ่าน. เราจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร?

8 จงสร้างมโนภาพเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลขณะที่คุณอ่าน. พยายามนึกภาพบุคคลในคัมภีร์ไบเบิลว่าเป็นคนที่มีอยู่จริง. พยายามเข้าใจภูมิหลัง, สภาพแวดล้อม, และเจตนาของพวกเขา. ครั้นแล้ว จงคิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งที่คุณอ่าน ถามตัวเองด้วยคำถามต่าง ๆ เช่น ‘เรื่องราวนี้สอนให้ฉันรู้อะไรเกี่ยวกับพระยะโฮวา? คุณลักษณะอะไรของพระองค์ที่มีการเน้นในเรื่องนี้? พระยะโฮวาทรงต้องการให้ฉันเรียนรู้หลักการอะไร และฉันจะนำหลักการนี้มาใช้ในชีวิตได้อย่างไร?’ จงอ่าน, คิดรำพึง, และนำไปใช้ เมื่อคุณทำเช่นนั้น พระคำของพระเจ้าก็จะมีชีวิตขึ้นมาสำหรับคุณ.—บทเพลงสรรเสริญ 77:12; ยาโกโบ 1:23-25.

9. ใครคือ “ทาสสัตย์ซื่อและสุขุม” และทำไมเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะตั้งใจฟัง “ทาส” นั้น?

9 พระยะโฮวายังตรัสกับพวกเราโดยทาง “ทาสสัตย์ซื่อและสุขุม” ด้วย. ดังที่พระเยซูทรงบอกไว้ล่วงหน้า ชายคริสเตียนที่ถูกเจิมกลุ่มเล็ก ๆ ได้รับการแต่งตั้งให้จัดเตรียม “อาหาร” ฝ่ายวิญญาณ “ในเวลาอันเหมาะ” ระหว่างสมัยสุดท้ายที่ยุ่งยากลำบากนี้. (มัดธาย 24:45-47, ล.ม.) เมื่อเราอ่านสรรพหนังสือที่เตรียมไว้เพื่อช่วยเราได้รับความรู้ถ่องแท้เกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิลและเมื่อเราเข้าร่วมการประชุมคริสเตียนรวมทั้งการประชุมใหญ่ เราได้รับการเลี้ยงดูฝ่ายวิญญาณจากทาสนั้น. เนื่องจากเป็นทาสของพระคริสต์ เรานำเอาคำตรัสของพระเยซูมาใช้อย่างฉลาดสุขุมที่ว่า “จงเอาใจใส่ว่า ท่านทั้งหลายฟังอย่างไร.” (ลูกา  8:18, ล.ม.) เราตั้งใจฟังเพราะเรายอมรับทาสสัตย์ซื่อฐานะเป็นวิถีทางหนึ่งที่พระยะโฮวาใช้ในการติดต่อกับเรา.

10-12. (ก) เพราะเหตุใดการอธิษฐานจึงเป็นของประทานอันน่าพิศวงจากพระยะโฮวา? (ข) เราจะอธิษฐานด้วยท่าทีเช่นไรเพื่อทำให้พระยะโฮวาพอพระทัย และทำไมเรามั่นใจได้ว่าพระองค์ทรงถือว่าคำอธิษฐานของเรามีค่า?

10 แต่จะว่าอย่างไรเรื่องการสื่อความกับพระเจ้า? เราสามารถพูดกับพระยะโฮวาได้ไหม? นั่นเป็นเรื่องที่คิดแล้วก็น่าเกรงขาม. หากคุณพยายามจะเข้าเฝ้าผู้ปกครองซึ่งมีอำนาจสูงสุดในประเทศเพื่อจะพูดถึงเรื่องส่วนตัวบางเรื่องที่คุณกังวล คุณจะมีโอกาสได้เข้าพบไหม? ในบางกรณี การพยายามทำเช่นนั้นอาจปรากฏว่าเป็นอันตรายด้วยซ้ำ! ในสมัยของเอศเธระกับมาระดะคาย คนที่เข้าเฝ้าพระราชาเปอร์เซียโดยที่ไม่ได้รับเชิญจากพระองค์อาจถูกประหารชีวิต. (เอศเธระ 4:10, 11) ตอนนี้ขอให้คิดถึงการอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้าองค์บรมมหิศรแห่งเอกภพ ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วแม้แต่ผู้มีอำนาจมากที่สุดของมนุษย์ก็เป็น “เหมือนตั๊กแตน.” (ยะซายา 40:22, ล.ม.) เราควรจะรู้สึกกลัวจนลนลานไหมที่จะเข้าเฝ้าพระองค์? ไม่ควรเป็นเช่นนั้นเลย!

11 พระยะโฮวาได้ทรงจัดเตรียมวิธีการที่ทุกคนสามารถเข้าเฝ้าพระองค์ได้ นั่นคือการอธิษฐาน. แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็ยังสามารถอธิษฐานถึงพระยะโฮวาด้วยความเชื่อ โดยทำเช่นนั้นในพระนามของพระเยซู. (โยฮัน 14:6; เฮ็บราย 11:6) กระนั้น การอธิษฐานยังทำให้เราสามารถถ่ายทอดความคิดและความรู้สึกในส่วนลึกที่สุดและซับซ้อนที่สุดของเรา กระทั่งความรู้สึกที่เจ็บปวดซึ่งเราพบว่ายากที่จะพูดออกมา. (โรม 8:26) ไม่เป็นประโยชน์อะไรที่จะพยายามสร้างความประทับใจให้พระยะโฮวาด้วยคำพูดที่สละสลวยหยดย้อย หรือคำอธิษฐานที่เยิ่นเย้อและยืดยาว. (มัดธาย 6:7, 8) ในอีกด้านหนึ่ง พระยะโฮวาไม่ทรงวางข้อจำกัดในเรื่องที่ว่าเราอาจพูดกับพระองค์ได้นานเท่าไรหรือบ่อยเท่าไร. พระคำของพระองค์ถึงกับเชิญเราให้ “อธิษฐานอย่างไม่ละลด.”—1 เธซะโลนิเก 5:17, ล.ม.

12 อย่าลืมว่ามีการเรียกพระยะโฮวาองค์เดียวว่า “ผู้สดับคำอธิษฐาน” และพระองค์ทรงสดับฟังด้วยความร่วมรู้สึกอย่างแท้จริง. (บทเพลงสรรเสริญ 65:2) พระองค์เพียงแค่ทนฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของพระองค์เท่านั้นไหม? ไม่เลย พระองค์ทรงพอพระทัยในคำอธิษฐานของพวกเขาอย่างแท้จริง.  พระคำของพระองค์เปรียบคำอธิษฐานดังกล่าวเหมือนกับเครื่องหอมที่ถูกเผาส่งกลิ่นหอมหวน และควันที่ทำให้สงบใจขึ้นไป. (บทเพลงสรรเสริญ 141:2; วิวรณ์ 5:8; 8:4) เป็นเรื่องที่ปลอบประโลมใจมิใช่หรือเมื่อคิดว่าคำอธิษฐานอย่างจริงใจของเราขึ้นไปถึงพระผู้เป็นเจ้าองค์บรมมหิศรและทำให้พระองค์พอพระทัยเช่นกัน? ดังนั้น หากคุณต้องการเข้าใกล้พระยะโฮวา จงอธิษฐานถึงพระองค์อย่างถ่อมใจบ่อย ๆ ทุกวัน. จงระบายความในใจของคุณต่อพระองค์; อย่าปกปิดอะไรไว้. (บทเพลงสรรเสริญ 62:8) จงเล่าถึงความห่วงกังวล, ความยินดี, ความรู้สึกขอบพระคุณ, คำสรรเสริญของคุณให้พระบิดาทางภาคสวรรค์ฟัง. ผลก็คือ ความผูกพันระหว่างคุณกับพระองค์ก็จะแน่นแฟ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ.

การนมัสการพระยะโฮวา

13, 14. การนมัสการพระยะโฮวาหมายความอย่างไร และเหตุใดนับว่าเหมาะสมที่เราทำเช่นนั้น?

13 เมื่อเราติดต่อสื่อความกับพระยะโฮวา เราไม่เพียงแต่ฟังและพูดอย่างที่เราอาจทำกับเพื่อนหรือญาติคนหนึ่ง. ที่จริงแล้ว เรากำลังนมัสการพระยะโฮวา โดยถวายพระเกียรติด้วยความเคารพต่อพระองค์อย่างที่พระองค์สมควรจะได้รับอย่างยิ่ง. การนมัสการแท้ควบคุมชีวิตทั้งสิ้นของเรา. การนมัสการพระองค์เป็นวิธีที่เราแสดงความรักและความเลื่อมใสอย่างสุดจิตวิญญาณต่อพระยะโฮวา และการนมัสการแท้ทำให้บรรดาสิ่งทรงสร้างที่ซื่อสัตย์ของพระยะโฮวา ไม่ว่าในสวรรค์หรือบนแผ่นดินโลกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน. ในนิมิตเรื่องหนึ่ง อัครสาวกโยฮันได้ยินทูตสวรรค์องค์หนึ่งประกาศพระบัญชานี้ที่ว่า “จงนมัสการพระองค์ผู้ได้ทรงทำให้มีฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทะเลและน้ำพุทั้งหลาย.”—วิวรณ์ 14:7, ล.ม.

14 ทำไมเราควรนมัสการพระยะโฮวา? ขอให้คิดถึงคุณลักษณะต่าง ๆ ที่เราได้พิจารณาไปแล้ว เช่น ความบริสุทธิ์, อำนาจ, การเหนี่ยวรั้งตน, ความยุติธรรม, ความกล้าหาญ, ความเมตตา, สติปัญญา, ความถ่อมใจ, ความรัก, ความเมตตาสงสาร, ความภักดี, และความดี. เราได้เห็นแล้วว่าพระยะโฮวาทรงเป็นแบบฉบับของคุณลักษณะที่ล้ำเลิศทุกอย่างในระดับสูงที่สุด. เมื่อเราพยายามจะเข้าใจภาพรวมแห่งคุณลักษณะทั้งหมดของพระองค์ เราได้มาตระหนักว่าพระองค์ทรงเป็นยิ่งกว่าบุคคลสำคัญที่ยิ่งใหญ่และน่ายกย่องนั้นมากนัก. พระองค์ทรงรุ่ง โรจน์อย่างล้นเหลือ ทรงสูงส่งกว่าเราอย่างที่ไม่อาจวัดได้. (ยะซายา 55:9) โดยไม่มีข้อสงสัย พระยะโฮวาทรงเป็นองค์บรมมหิศรที่ชอบด้วยสิทธิ และแน่นอนพระองค์สมควรได้รับการนมัสการจากเรา. แต่เราควรจะนมัสการพระยะโฮวาโดยวิธีใด?

15. เราจะนมัสการพระยะโฮวา “ด้วยวิญญาณและความจริง” ได้อย่างไร และการประชุมคริสเตียนทำให้เรามีโอกาสเช่นไร?

15 พระเยซูตรัสว่า “พระเจ้าทรงเป็นองค์วิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ต้องนมัสการด้วยวิญญาณและความจริง.” (โยฮัน 4:24, ล.ม.) เพื่อที่เราจะนมัสการพระเจ้า “ด้วยวิญญาณ” เราต้องมีพระวิญญาณของพระองค์และต้องให้พระวิญญาณนั้นชี้นำชีวิตเรา การนมัสการของเราต้องสอดคล้องกับความจริง คือความรู้ถ่องแท้ที่พบได้ในพระคำของพระเจ้า. เรามีโอกาสอันล้ำค่าที่จะนมัสการพระยะโฮวา “ด้วยวิญญาณและความจริง” เมื่อใดก็ตามที่เราชุมนุมกับเพื่อนร่วมนมัสการ. (เฮ็บราย 10:24, 25) เมื่อเราร้องเพลงสรรเสริญพระยะโฮวา, ร่วมกันในการอธิษฐานถึงพระองค์, รวมทั้งฟังและมีส่วนร่วมในการพิจารณา พระคำของพระองค์ เราก็ได้แสดงความรักต่อพระองค์ในการนมัสการอันบริสุทธิ์.

การประชุมคริสเตียนเป็นโอกาสที่น่ายินดีในการนมัสการพระยะโฮวา

16. พระบัญชาสำคัญที่สุดข้อหนึ่งที่มอบหมายให้คริสเตียนแท้ทำคืออะไร และทำไมเรารู้สึกว่าต้องเชื่อฟังพระบัญชานั้น?

16 เรายังนมัสการพระยะโฮวาด้วยเมื่อเราพูดเรื่องพระองค์ให้คนอื่นฟัง สรรเสริญพระองค์อย่างเปิดเผย. (เฮ็บราย 13:15) ที่จริง การประกาศข่าวดีเรื่องราชอาณาจักรของพระยะโฮวาเป็นพระบัญชาสำคัญที่สุดข้อหนึ่งซึ่งมอบหมายให้คริสเตียนแท้ทำ. (มัดธาย 24:14) เราเชื่อฟังอย่างกระตือรือร้นเพราะเรารักพระยะโฮวา. เมื่อเราคิดถึงวิธีที่ “พระเจ้าของระบบนี้” อันได้แก่ซาตานพญามาร “ได้ทำให้จิตใจของคนที่ไม่เชื่อมืดไป” โดยริเริ่มคำโกหกแบบประสงค์ร้ายเกี่ยวกับพระยะโฮวา เราปรารถนามิใช่หรือที่จะรับใช้ในฐานะพยานเพื่อประโยชน์แห่งพระเจ้าของเรา โดยการแก้ไขคำใส่ร้ายดังกล่าว? (2 โกรินโธ 4:4, ล.ม.; ยะซายา 43:10-12) และเมื่อเราไตร่ตรองดูคุณลักษณะต่าง ๆ อันน่าพิศวงของพระยะโฮวา เรารู้สึกมีความปรารถนาอย่างท่วมท้นหัวใจที่จะบอกเรื่องของพระองค์ให้คนอื่นฟังมิใช่หรือ? ที่จริง ไม่มีสิทธิพิเศษอะไรจะใหญ่ยิ่งไปกว่าการช่วยคนอื่นให้มารู้จักและรักพระบิดาทางภาคสวรรค์ของเราเช่นเดียวกับเรา.

17. การที่เรานมัสการพระยะโฮวาครอบคลุมไปถึงอะไร และทำไมเราต้องนมัสการด้วยความซื่อสัตย์มั่นคง?

17 การที่เรานมัสการพระยะโฮวาครอบคลุมมากยิ่งกว่านั้นอีก. การนมัสการนั้นมีผลกระทบต่อทุกแง่มุมในชีวิตของเรา. (โกโลซาย 3:23) หากเรายอมรับพระยะโฮวาในฐานะพระผู้เป็นเจ้าองค์บรมมหิศรของเราอย่างแท้จริง เราก็จะพยายามทำตามพระทัยประสงค์ของพระองค์ในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตครอบครัว, งานอาชีพ, วิธีที่เราปฏิบัติต่อคนอื่น, รวมทั้งเวลาที่เราใช้ในยามว่าง. เราจะพยายามรับใช้พระยะโฮวา “ด้วยหัวใจครบถ้วน” ด้วยความซื่อสัตย์มั่นคง. (1 โครนิกา 28:9, ล.ม.) การนมัสการดังกล่าวไม่เปิดโอกาสให้มีหัวใจที่แบ่งแยกหรือมีชีวิตแบบตีสองหน้า ซึ่งเป็นแนวทางหน้าซื่อใจคดที่ดูเหมือนว่ารับใช้พระยะโฮวาขณะที่ยังคงทำบาปร้ายแรงอย่างลับ ๆ อยู่. ความซื่อสัตย์มั่นคงไม่ยอมให้กับความหน้าซื่อใจคด; ความรักทำให้ความหน้าซื่อใจคดเป็นสิ่งน่ารังเกียจ. ความเกรงกลัวพระเจ้าจะช่วยได้เช่นกัน. คัมภีร์ไบเบิลเชื่อมโยงความเคารพยำเกรงดังกล่าวกับการที่เรามีสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดกับพระยะโฮวาอย่างต่อเนื่อง.—บทเพลงสรรเสริญ 25:14.

 การเลียนแบบพระยะโฮวา

18, 19. ทำไมเป็นเรื่องตรงกับความเป็นจริงที่จะคิดว่า ผู้ที่เป็นเพียงมนุษย์ไม่สมบูรณ์ก็สามารถเลียนแบบพระยะโฮวาพระเจ้าได้?

18 มีการสรุปแต่ละตอนของหนังสือเล่มนี้ด้วยบทหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับวิธีที่จะ “เป็นผู้เลียนแบบพระเจ้า ดังบุตรที่รัก.” (เอเฟโซ 5:1, ล.ม.) นับว่าสำคัญที่จะจำไว้ว่าแม้เราเป็นคนไม่สมบูรณ์ เราก็ยังเลียนแบบแนวทางที่สมบูรณ์พร้อมของพระยะโฮวาได้อย่างแท้จริงทั้งในการใช้อำนาจ, การสำแดงความยุติธรรม, การปฏิบัติด้วยสติปัญญา, และการแสดงความรัก. เราทราบอย่างไรว่าเป็นไปได้จริง ๆ ที่จะเลียนแบบผู้ทรงฤทธานุภาพทุกประการ? อย่าลืมว่า ความหมายแห่งพระนามของพระยะโฮวาสอนเราว่า พระองค์ทรงบันดาลให้พระองค์เองเป็นอะไรก็ได้ที่ทรงเลือกจะเป็นเพื่อทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ. เหมาะสมแล้วที่พระปรีชาสามารถนั้นทำให้เราเกรงขาม แต่เราจะไม่มีทางเลียนแบบพระยะโฮวาได้เลยอย่างนั้นไหม? เปล่าเลย เป็นไปได้.

19 เราถูกสร้างตามแบบพระฉายของพระเจ้า. (เยเนซิศ 1:26) ดังนั้น มนุษย์จึงต่างจากสิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่อยู่บนแผ่นดินโลก. เราถูกกระตุ้นให้ทำสิ่งต่าง ๆ มิใช่จากเพียงสัญชาตญาณ, พันธุกรรม, หรือปัจจัยต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมเท่านั้น. พระยะโฮวาได้ทรงให้ของประทานอันล้ำค่าแก่เรา นั่นคือเจตจำนงเสรี. ทั้ง ๆ ที่เรามีขีดจำกัดและความไม่สมบูรณ์ เราก็มีอิสระในการเลือก ว่าเราจะเป็นเช่นไร. คุณต้องการเป็นบุคคลที่แสดงความรัก, มีสติปัญญา, และชอบธรรมในการใช้อำนาจอย่างถูกต้องไหม? ด้วยความช่วยเหลือจากพระวิญญาณของพระยะโฮวา คุณจะเป็นบุคคลดังที่กล่าวนั้นได้อย่างแน่นอน! ขอให้คิดถึงผลดีที่คุณจะทำได้จากการเป็นคนเช่นนั้น.

20. เราบรรลุผลดีอะไรเมื่อเราเลียนแบบพระยะโฮวา?

20 คุณจะทำให้พระบิดาทางภาคสวรรค์ของคุณพอพระทัย ทำให้พระหฤทัยของพระองค์ยินดี. (สุภาษิต 27:11) คุณอาจถึงกับทำให้พระยะโฮวา “พอพระทัยอย่างเต็มเปี่ยม” เพราะพระองค์ทรงเข้าใจขีดจำกัดของคุณ. (โกโลซาย 1:9, 10, ล.ม.) และขณะที่คุณเสริมสร้างคุณลักษณะต่าง ๆ ที่ดีต่อ ๆ ไปอันเป็นการเลียนแบบพระบิดาที่รักของคุณ คุณจะได้รับสิทธิพิเศษที่ไม่มีใดเหมือน. ในโลกที่มืดมนซึ่งเหินห่างจากพระเจ้า คุณจะเป็นผู้ถือความสว่าง. (มัดธาย 5:1, 2, 14)  คุณจะช่วยทำให้ภาพสะท้อนบางประการแห่งบุคลิกภาพอันรุ่งโรจน์ของพระยะโฮวาแพร่ไปทั่วแผ่นดินโลก. ช่างเป็นเกียรติอะไรเช่นนี้!

“จงเข้าใกล้พระเจ้า แล้วพระองค์จะทรงเข้าใกล้ท่านทั้งหลาย”

ขอให้คุณเข้าใกล้พระยะโฮวามากขึ้นเรื่อย ๆ

21, 22. การเดินทางอันไม่มีที่สิ้นสุดอะไรอยู่ต่อหน้าทุกคนที่รักพระยะโฮวา?

21 คำกระตุ้นเตือนที่เรียบง่ายนี้ซึ่งบันทึกไว้ที่ยาโกโบ 4:8 (ล.ม.) ไม่ใช่เป็นเพียงจุดหมายปลายทาง แต่เป็นการเดินทาง. ตราบที่เรายังคงซื่อสัตย์ การเดินทางนั้นจะไม่มีวันสิ้นสุดเลย. เราจะไม่มีวันหยุดในการเข้าใกล้พระยะโฮวามากขึ้นเรื่อย ๆ. ที่จริง ยังมีอีกมากมายที่จะเรียนรู้ได้เสมอเกี่ยวกับพระองค์. เราไม่ควรคิดว่าหนังสือเล่มนี้ได้สอนเราทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพระยะโฮวา. จะว่าไปแล้ว เราเพิ่งจะเริ่มพิจารณาเรื่องราวทั้งหมดที่คัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้เกี่ยวกับพระเจ้าของเรา! และแม้แต่คัมภีร์ไบเบิลเองก็มิได้บอกให้เรารู้ทั้งหมดเกี่ยวกับพระยะโฮวา. อัครสาวกโยฮันคิดว่าหากมีการเขียนทุกสิ่งที่พระเยซูได้ทรงทำระหว่างงานรับใช้ของพระองค์บนแผ่นดินโลกแล้ว “โลกนี้คงไม่พอบรรจุม้วนหนังสือเหล่านั้นได้.” (โยฮัน 21:25, ล.ม.) หากเป็นจริงเช่นนั้นกับพระบุตร เรื่องนี้คงจะเป็นจริงกับพระบิดายิ่งกว่านั้นสักเท่าใด!

22 แม้ว่ามีชีวิตถาวร เราก็จะเรียนรู้เกี่ยวกับพระยะโฮวาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด.  (ท่านผู้ประกาศ 3:11, ล.ม.) ถ้าเช่นนั้น ขอให้คิดถึงความคาดหวังที่อยู่ต่อหน้าเรา. หลังจากมีชีวิตอยู่หลายร้อย, หลายพัน, หลายล้าน, กระทั่งหลายพันล้านปี เราจะรู้เกี่ยวกับพระยะโฮวาพระเจ้ามากกว่าที่เรารู้ในขณะนี้มากนัก. แต่เราจะยังคงรู้สึกว่ามีสิ่งอันน่าพิศวงนับไม่ถ้วนที่สามารถเรียนรู้ได้. เราจะกระตือรือร้นในการเรียนรู้มากขึ้น เพราะเราจะมีเหตุผลเสมอที่จะรู้สึกเหมือนผู้ประพันธ์เพลงสรรเสริญซึ่งได้ร้องเพลงว่า “เป็นการดีที่ข้าพเจ้าเข้ามาใกล้พระองค์.” (บทเพลงสรรเสริญ 73:28) ชีวิตถาวรจะเต็มด้วยความหมายและมีความหลากหลายเกินกว่าจะนึกภาพออกได้ และการเข้าใกล้พระยะโฮวามากขึ้นจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตดังกล่าวซึ่งให้ผลตอบแทนมากที่สุดเสมอ.

23. คุณได้รับการสนับสนุนให้ทำอะไร?

23 ขอให้คุณตอบสนองความรักของพระยะโฮวาตั้งแต่บัดนี้ โดยรักพระองค์ด้วยสุดหัวใจ, สุดจิตวิญญาณ, สุดจิตใจ, และสุดกำลังของคุณ. (มาระโก 12:29, 30) ขอให้ความรักของคุณเป็นแบบภักดีและมั่นคงแน่วแน่. ขอให้การตัดสินใจของคุณในแต่ละวัน ตั้งแต่เรื่องเล็กที่สุดไปจนถึงเรื่องใหญ่ที่สุด ล้วนสะท้อนหลักการชี้นำอย่างเดียวกัน คือว่าคุณจะเลือกแนวทางที่นำไปสู่สัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับพระบิดาทางภาคสวรรค์ของคุณเสมอ. เหนือสิ่งอื่นใด ขอคุณเข้าใกล้พระยะโฮวามากขึ้นเรื่อย ๆ และขอให้พระองค์เข้าใกล้คุณมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน ตลอดชั่วนิรันดร!