ข้ามไปยังเนื้อหา

ข้ามไปยังสารบัญ

 บท 30

“ดำเนินต่อไปในความรัก”

“ดำเนินต่อไปในความรัก”

1-3. เกิดผลเช่นไรเมื่อเราเลียนแบบตัวอย่างของพระยะโฮวาในการแสดงความรัก?

“การให้ทำให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ.” (กิจการ 20:35, ล.ม.) ถ้อยคำดังกล่าวของพระเยซูเน้นความจริงที่สำคัญนี้: ความรักที่ไม่เห็นแก่ตัวนั่นแหละให้ผลตอบแทนในตัวมันเองอยู่แล้ว. ถึงแม้การได้รับ ความรักทำให้มีความสุขมากก็ตาม การให้ หรือการแสดง ความรักต่อผู้อื่นเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุขมากกว่าเสียอีก.

2 ไม่มีใครทราบเรื่องนี้ดีไปกว่าพระบิดาทางภาคสวรรค์ของเรา. ดังที่เราได้เห็นในบทก่อน ๆ ของตอน 4 นี้ พระยะโฮวาทรงเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมของความรัก. ไม่มีใครได้แสดงความรักในวิธีที่ใหญ่ยิ่งไปกว่าพระองค์หรือในช่วงเวลาที่ยาวนานกว่าพระองค์. ถ้าเช่นนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่มีการเรียกพระยะโฮวาว่า “พระเจ้าผู้ประกอบด้วยความสุข.”—1 ติโมเธียว 1:11.

3 พระเจ้าของเราผู้เปี่ยมด้วยความรักทรงประสงค์ให้เราพยายามเป็นเหมือนพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการแสดงความรัก. เอเฟโซ 5:1, 2 (ล.ม.) บอกเราว่า “จงเป็นผู้เลียนแบบพระเจ้า ดังบุตรที่รัก และดำเนินต่อไปในความรัก.” เมื่อเราเลียนแบบตัวอย่างของพระยะโฮวาในการแสดงความรัก เราจะประสบความสุขที่ใหญ่ยิ่งกว่าซึ่งเกิดจากการให้. เรายังได้รับความพึงพอใจที่รู้ว่าเรากำลังทำให้พระยะโฮวาพอพระทัยด้วย เพราะพระคำของพระองค์กระตุ้นเราให้ “รักซึ่งกันและกัน.” (โรม 13:8) แต่ยังมีเหตุผลอื่นอีกที่เราควร “ดำเนินต่อไปในความรัก.”

เหตุผลที่ความรักเป็นปัจจัยสำคัญ

4, 5. เหตุใดจึงสำคัญที่เราจะแสดงความรักแบบเสียสละตัวเองต่อเพื่อนร่วมความเชื่อ?

4 เหตุใดการที่เราแสดงความรักต่อเพื่อนร่วมความเชื่อจึงเป็นเรื่องสำคัญ? พูดง่าย ๆ ความรักเป็นแก่นของศาสนาคริสเตียนแท้. หากปราศจากความรักเราก็ไม่สามารถมีความผูกพันที่ใกล้ชิดกับเพื่อนคริสเตียนได้ และสำคัญยิ่งกว่านั้น  เราก็ไม่มีคุณค่าอะไรในสายพระเนตรของพระยะโฮวา. ขอพิจารณาว่าพระคำของพระเจ้าเน้นความจริงเรื่องนี้อย่างไร.

5 ในคืนสุดท้ายที่มีชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลก พระเยซูตรัสแก่เหล่าสาวกของพระองค์ว่า “เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือว่าให้เจ้าทั้งหลายรักซึ่งกันและกัน; เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันอย่างนั้นด้วย. โดยเหตุนี้คนทั้งปวงจะรู้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา ถ้าเจ้ามีความรักระหว่างพวกเจ้าเอง.” (โยฮัน 13:34, 35, ล.ม.) “เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร” ใช่แล้ว เราได้รับพระบัญชาให้แสดงความรักแบบที่พระเยซูได้ทรงสำแดง. ในบท 29 เราได้สังเกตว่าพระเยซูทรงวางตัวอย่างอันยอดเยี่ยมในการแสดงความรักแบบเสียสละตัวเอง โดยจัดเอาความจำเป็นและผลประโยชน์ของคนอื่นมาก่อนของตัวเอง. เราต้องแสดงความรักแบบไม่เห็นแก่ตัวด้วย และเราต้องทำเช่นนั้นอย่างชัดแจ้งจนแม้แต่คนเหล่านั้นที่อยู่นอกประชาคมคริสเตียนก็สามารถสังเกตเห็นความรักของเราได้. ที่จริง ความรักฉันพี่น้องแบบเสียสละตัวเองเป็นเครื่องหมายที่ระบุตัวเราฐานะเป็นสาวกแท้ของพระคริสต์.

6, 7. (ก) เราทราบได้อย่างไรว่าพระคำของพระยะโฮวาเน้นหนักเรื่องการแสดงความรัก? (ข) ถ้อยคำของเปาโลที่บันทึกใน 1 โกรินโธ 13:4-8 (ล.ม.) เพ่งเล็งแง่มุมใดเกี่ยวกับความรัก?

6 จะว่าอย่างไรหากเราไม่มีความรัก? อัครสาวกเปาโลกล่าวว่า “ถ้าข้าพเจ้า . . . ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนฉาบ หรือฉิ่งที่กำลังส่งเสียง.” (1 โกรินโธ 13:1, ล.ม.) ฉิ่งที่กระทบกันย่อมทำให้เกิดเสียงดังแสบแก้วหู. จะว่าอย่างไรเกี่ยวกับฉาบที่กำลังส่งเสียง. ฉบับแปลอื่น ๆ กล่าวว่า “ฆ้องที่อึกทึก” หรือ “ฆ้องที่ดังก้อง.” ช่างเป็นตัวอย่างที่เหมาะเสียนี่กระไร! คนที่ไม่มีความรักเป็นเหมือนเครื่องดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงดังแสบแก้วหูซึ่งทำให้คนถอยหนีแทนที่จะดึงดูดใจ. คนเช่นนั้นจะมีสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดกับคนอื่นได้อย่างไร? เปาโลกล่าวด้วยว่า “แม้ข้าพเจ้ามีความเชื่อทั้งสิ้นพอจะโยกย้ายภูเขาได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่เป็นอะไรเลย.” (1 โกรินโธ 13:2, ล.ม.) คิดดูสิ คนที่ไม่มีความรักเป็น “คนไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง” ถึงแม้เขาจะทำการงานใด ๆ ก็ตาม! (ดิ แอมพลิไฟด์ ไบเบิล ) เป็นเรื่องชัดแจ้งมิใช่หรือที่พระคำของพระยะโฮวาเน้นหนักเรื่องการแสดงความรัก?

 7 แต่เราจะแสดงคุณลักษณะนี้ในวิธีที่เราปฏิบัติต่อคนอื่นได้อย่างไร? เพื่อตอบคำถามนี้ ให้เราพิจารณาถ้อยคำของเปาโลที่พบใน 1 โกรินโธ 13:4-8 (ล.ม.). ในข้อเหล่านี้ไม่ได้เน้นถึงความรักที่พระเจ้ามีต่อเราหรือทั้งความรักที่เรามีต่อพระเจ้า. แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เปาโลเพ่งเล็งวิธีที่เราควรแสดงความรักต่อกันและกัน. ท่านได้พรรณนาถึงสิ่งที่ความรักหมายถึงและสิ่งที่ความรักไม่หมายถึง.

สิ่งที่ความรักหมายถึง

8. ความอดกลั้นไว้นานช่วยเราได้อย่างไรในการติดต่อเกี่ยวข้องกับคนอื่น?

8 “ความรักอดกลั้นไว้นาน.” การเป็นคนอดกลั้นไว้นานหมายถึงการอดทนกับคนอื่น. (โกโลซาย 3:13) เราจำเป็นต้องมีความอดทนเช่นนั้นมิใช่หรือ? เพราะเราเป็นคนไม่สมบูรณ์ซึ่งรับใช้ร่วมกันอย่างใกล้ชิด จึงเป็นเรื่องที่ตรงกับสภาพจริงทีเดียวที่จะคาดหมายว่า เป็นครั้งคราวพี่น้องคริสเตียนอาจทำให้เราขุ่นเคือง และเราก็อาจทำอย่างเดียวกันนั้นต่อเขา. แต่ความอดทนและการอดกลั้น อาจช่วยเรารับมือกับความขุ่นข้องหมองใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราประสบในการติดต่อเกี่ยวข้องกับคนอื่น โดยไม่ทำลายสันติสุขของประชาคม.

9. เราแสดงความกรุณาต่อคนอื่นได้ในทางใดบ้าง?

9 “ความรัก . . . แสดงความกรุณา.” ความกรุณาแสดงออกโดยการกระทำที่ให้ความช่วยเหลือและคำพูดที่เห็นอกเห็นใจ. ความรักกระตุ้นเราให้มองหาวิธีต่าง ๆ ที่จะแสดงความกรุณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคนเหล่านั้นที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด. ตัวอย่างเช่น เพื่อนร่วมความเชื่อที่สูงวัยอาจรู้สึกว้าเหว่และต้องการให้มีคนมาเยี่ยมเพื่อจะได้กำลังใจ. มารดาไร้คู่หรือพี่น้องหญิงซึ่งอยู่ในบ้านที่มีการแบ่งแยกทางศาสนาอาจจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือบางอย่าง. คนที่เจ็บป่วยหรือเผชิญกับความทุกข์ยากบางอย่างอาจต้องการได้ยินคำพูดที่แสดงความกรุณาจากเพื่อนผู้ภักดี. (สุภาษิต 12:25; 17:17) เมื่อเราริเริ่มแสดงความกรุณาในวิธีดังกล่าว เราแสดงให้เห็นความรักแท้ของเรา.—2 โกรินโธ 8:8.

10. ความรักช่วยเราอย่างไรให้ยึดมั่นความจริงและพูดความจริง แม้แต่เมื่อการทำเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย?

10 “ความรัก . . . ยินดีกับความจริง.” ฉบับแปลอีกฉบับหนึ่งกล่าวว่า “ความรัก . . . สนับสนุนความจริงด้วยความยินดี.” ความรักกระตุ้นเราให้ยึดมั่นความจริงและ “พูดความจริงแก่กันและกัน.” (ซะคาระยา 8:16, ฉบับแปลใหม่) ตัวอย่างเช่น หากคนที่เรารักได้เข้าไปพัวพันในบาปร้ายแรง ความรักที่เรามีต่อพระยะโฮวา และต่อผู้กระทำผิด จะช่วยเรายึดมั่นกับมาตรฐานของพระเจ้าแทนที่จะพยายามปกปิดหรือหาข้อแก้ตัว หรือถึงกับพูดโกหกในเรื่องการทำผิดนั้น. จริงอยู่ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพการณ์นั้นอาจเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก. แต่ถ้าเราคำนึงถึงผลประโยชน์อันดีที่สุดของคนที่เรารัก เราคงจะต้องการให้เขาได้รับการตีสอนด้วยความรักจากพระเจ้าและตอบรับการตีสอนนั้น. (สุภาษิต 3:11, 12) ในฐานะคริสเตียนที่เปี่ยมด้วยความรัก เราปรารถนาจะ “ประพฤติตัวซื่อสัตย์ในทุกสิ่ง” ด้วย.—เฮ็บราย 13:18, ล.ม.

11. เนื่องจากความรัก “ทนรับเอาทุกสิ่ง” เราควรพยายามทำประการใดเกี่ยวกับข้อบกพร่องต่าง ๆ ของเพื่อนร่วมความเชื่อ?

11 “ความรักทนรับเอาทุกสิ่ง.” ถ้อยคำนี้มีความหมายตามตัวอักษรว่า “ความ รักปกปิดทุกสิ่ง.” (ฉบับแปลคิงดอม อินเตอร์ลิเนียร์ ) หนึ่งเปโตร 4:8 กล่าวว่า “ความรักก็ปกปิดความผิดไว้มากหลาย.” ถูกแล้ว คริสเตียนซึ่งถูกควบคุมโดยความรักไม่คอยจ้องจะพูดประจานความไม่สมบูรณ์และข้อบกพร่องทุกอย่างของพี่น้องคริสเตียน. ในหลายกรณี ความผิดพลาดของเพื่อนร่วมความเชื่อเป็นเรื่องเล็กน้อยและอาจปกปิดได้ด้วยความรัก.—สุภาษิต 10:12; 17:9.

ความรักกระตุ้นเราให้แสดงความมั่นใจในพี่น้องของเรา

12. อัครสาวกเปาโลแสดงอย่างไรว่าท่านเชื่อในส่วนดีที่สุดในตัวฟิเลโมน และเราเรียนอะไรได้จากตัวอย่างของเปาโล?

12 “ความรัก . . . เชื่อทุกสิ่ง.” ฉบับแปลของมอฟฟัตต์กล่าวว่าความรัก “กระตือรือร้นเสมอที่จะเชื่อในส่วนดีที่สุด.” เราไม่ระแวงเกินไปในตัวเพื่อนร่วมความเชื่อ และสงสัยเจตนาทุกอย่างของเขา. ความรักช่วยเราให้ “เชื่อในส่วนดีที่สุด” ในตัวพี่น้องของเราและไว้วางใจเขา. * โปรดสังเกตตัวอย่างในจดหมายที่เปาโลเขียนถึงฟิเลโมน. เปาโลเขียนจดหมายเพื่อสนับสนุนฟิเลโมนให้ยินดีต้อนรับด้วยความกรุณาต่อการกลับมาของโอเนซิโม ทาสที่หนีไปซึ่งได้เข้ามาเป็นคริสเตียน. แทนที่จะพยายามบีบบังคับฟิเลโมน เปาโลได้อ้อนวอนโดยอาศัยความรัก. ท่านได้แสดงความมั่นใจว่าฟิเลโมนจะทำสิ่งที่ถูกต้อง โดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีความไว้ใจว่าท่านจะเชื่อฟัง, จึงได้เขียนจดหมายฝากมายังท่าน, เพราะรู้ว่าท่านจะกระทำเกินกว่าที่ข้าพเจ้าพูดอีก.” (ข้อ 21) เมื่อความรักกระตุ้นเราให้แสดงความมั่นใจเช่นนั้นในตัวพี่น้องของเราแล้ว เราย่อมทำให้ส่วนดีที่สุดในตัวเขาปรากฏออกมา.

13. เราจะแสดงอย่างไรว่าเราหวังจะเห็นสิ่งดีที่สุดเกิดกับพี่น้องของเรา?

13 “ความรัก . . . หวังทุกสิ่ง.” ความรักมีความไว้วางใจฉันใด ก็มีความหวังด้วยฉันนั้น. โดยได้รับแรงกระตุ้นจากความรัก เราหวังจะเห็นสิ่งดีที่สุดเกิดกับพี่น้องของเรา. ตัวอย่างเช่น หากพี่น้องคนหนึ่ง “ก้าวพลาดไปประการใดก่อนที่เขารู้ตัว” เราหวังว่าเขาจะตอบรับความพยายามที่จะปรับเขาให้เข้าที่ด้วยความรัก. (ฆะลาเตีย 6:1, ล.ม.) เราหวังด้วยว่าคนเหล่านั้นซึ่งอ่อนแอลงในความเชื่อจะฟื้นตัว. เราอดทนกับคนเช่นนั้น ทำสิ่งที่เราทำได้เพื่อช่วยเขาให้กลับเข้มแข็งใน ความเชื่อ. (โรม 15:1; 1 เธซะโลนิเก 5:14) ถึงแม้คนที่เรารักหลงผิดไป เราก็ไม่เลิกหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะสำนึกตัวแล้วกลับมาหาพระยะโฮวา เหมือนบุตรสุรุ่ยสุร่ายในอุทาหรณ์ของพระเยซู.—ลูกา 15:17, 18.

14. ความอดทนของเราอาจได้รับการทดสอบจากภายในประชาคมในทางใดบ้าง และความรักจะช่วยเราให้ตอบสนองอย่างไร?

14 “ความรัก . . . อดทนทุกสิ่ง.” ความอดทนทำให้เราสามารถยืนหยัดเมื่อเผชิญกับความผิดหวังหรือความยากลำบาก. การทดสอบความอดทนมิได้มาจากภายนอกประชาคมเท่านั้น. บางครั้ง เราอาจถูกทดสอบจากภายในประชาคม. เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ พี่น้องของเราอาจทำให้เราผิดหวังในบางครั้ง. คำพูดโดยไม่ยั้งคิดอาจทำให้เรารู้สึกเจ็บใจได้. (สุภาษิต 12:18) บางทีเรื่องในประชาคมอาจไม่ได้รับการจัดการอย่างที่เราคิดว่าน่าจะเป็น. ความประพฤติของพี่น้องซึ่งเป็นที่นับหน้าถือตาอาจทำให้เราไม่สบายใจจนถึงกับสงสัยว่า ‘คริสเตียนทำเช่นนั้นได้อย่างไร?’ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว เราจะถอนตัวจากประชาคมแล้วเลิกรับใช้พระยะโฮวาไหม? ไม่เลยหากเรามีความรัก! ถูกแล้ว ความรักป้องกันมิให้เราเพ่งเล็งแต่ข้อบกพร่องของพี่น้องจนมองไม่เห็นความดีใด ๆ ในตัวเขาหรือในประชาคมโดยรวมอีกต่อไป. ความรักทำให้เรายังคงสามารถซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าและสนับสนุนประชาคมต่อไปโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่มนุษย์ไม่สมบูรณ์อีกคนหนึ่งอาจพูดหรือทำ.—บทเพลงสรรเสริญ 119:165.

สิ่งที่ความรักไม่ได้หมายถึง

15. ความอิจฉาริษยาคืออะไร และความรักช่วยเราอย่างไรให้หลีกเลี่ยงความรู้สึกที่ก่อผลเสียหายนี้?

15 “ความรักไม่อิจฉาริษยา.” ความอิจฉาริษยาอาจทำให้เราอยากได้ใคร่มีในสิ่งที่คนอื่นมี เช่น ทรัพย์สมบัติ, สิทธิพิเศษ, หรือความสามารถของเขา. ความอิจฉาริษยาดังกล่าวเป็นอารมณ์ที่เห็นแก่ตัวและก่อผลเสียหาย ซึ่งหากไม่มีการควบคุมแล้ว ก็อาจทำลายสันติสุขของประชาคมได้. อะไรจะช่วยเราให้ต้านทาน “แนวโน้มที่จะอิจฉา”? (ยาโกโบ 4:5, ล.ม.) คำตอบคือ ความรัก. คุณลักษณะที่ล้ำค่านี้ทำให้เราสามารถชื่นชมยินดีกับคนเหล่านั้นที่ดูเหมือนว่ามีข้อได้เปรียบบางอย่างในชีวิตซึ่งตัวเราเองไม่มี. (โรม 12:15) ความรักช่วยเราที่จะ ไม่ถือว่าเป็นการสบประมาทกันเมื่อคนอื่นได้รับคำยกย่องชมเชยเนื่องด้วยความสามารถพิเศษบางอย่างหรือความสำเร็จที่โดดเด่น.

16. หากเรารักพี่น้องของเราอย่างแท้จริงแล้ว เหตุใดเราจะหลีกเลี่ยงการโอ้อวดสิ่งที่เราทำในการรับใช้พระยะโฮวา?

16 “ความรัก . . . ไม่อวดตัว, ไม่พองตัว.” ความรักยับยั้งเรามิให้โอ้อวดความสามารถพิเศษหรือความสำเร็จของเรา. หากเรารักพี่น้องของเราอย่างแท้จริง เราจะโอ้อวดอยู่เรื่อย ๆ ได้อย่างไรในเรื่องผลสำเร็จในงานรับใช้หรือสิทธิพิเศษของเราในประชาคม? การโอ้อวดเช่นนั้นอาจทำให้คนอื่นท้อใจ ทำให้เขารู้สึกว่าด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกัน. ความรักไม่ปล่อยให้เราอวดตัวในเรื่องสิทธิพิเศษแห่งการรับใช้ที่เราได้รับจากพระเจ้า. (1 โกรินโธ 3:5-9) นอกจากนี้ ความรัก “ไม่พองตัว” หรือดังที่ฉบับแปลพันธสัญญาใหม่ในภาษาอังกฤษสมัยปัจจุบัน กล่าวนั้น ความรักไม่ “มีความรู้สึกนึกคิดที่ลำพองเกี่ยวกับความสำคัญของตนเอง.” ความรักยับยั้งเรามิให้มองดูตัวเองอย่างเลิศลอย.—โรม 12:3.

17. ความรักกระตุ้นเราให้แสดงการคำนึงถึงคนอื่นอย่างไร และด้วยเหตุนี้เราจะหลีกเลี่ยงความประพฤติแบบใด?

17 “ความรัก . . . ไม่ประพฤติหยาบโลน.” คนที่ประพฤติหยาบโลนมีการกระทำที่ไม่เหมาะไม่ควรหรือมีพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ. แนวทางดังกล่าวเป็นการขาดความรัก เพราะแสดงให้เห็นว่าไม่คำนึงถึงความรู้สึกและสวัสดิภาพของคนอื่นอย่างสิ้นเชิง. ตรงกันข้าม ความรักมีความสุภาพอ่อนโยนซึ่งกระตุ้นเราให้แสดงการคำนึงถึงคนอื่น. ความรักส่งเสริมมารยาทที่ดี, ความประพฤติที่พระเจ้าพอพระทัย, และการให้ความนับถือต่อเพื่อนร่วมความเชื่อของเรา. ดังนั้น ความรักจะไม่ยอมให้เรามีส่วนร่วมใน “การน่าอัปยศอดสู” ซึ่งโดยแท้แล้วคือ พฤติกรรมใด ๆ ที่จะทำให้พี่น้องคริสเตียนของเราตกตะลึงหรือขัดเคืองใจ.—เอเฟโซ 5:3, 4.

18. เหตุใดคนที่มีความรักไม่เรียกร้องให้ทำทุกสิ่งตามที่เขาต้องการ?

18 “ความรัก . . . ไม่แสวงหาผลประโยชน์สำหรับตนเอง.” ฉบับแปลรีไวสด์ สแตนดาร์ด กล่าวในข้อนี้ว่า “ความรักไม่ยืนกรานตามอำเภอใจตนเอง.” คนที่มีความรักย่อมไม่เรียกร้องให้ทำทุกสิ่งตามที่เขาต้องการ ประหนึ่งว่าความคิดเห็นของเขาถูกต้องเสมอ. เขาไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกคนอื่น และไม่ใช้พลังในการโน้มน้าวใจเพื่อทำให้คนเหล่านั้นที่มีความเห็นต่างออกไปหมดแรงต้านทาน.  ความดื้อรั้นเช่นนั้นจะเผยให้เห็นความหยิ่งในระดับหนึ่ง และคัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า “ความเย่อหยิ่งนำไปถึงความพินาศ.” (สุภาษิต 16:18) หากเรารักพี่น้องของเราจริง ๆ เราจะนับถือความเห็นของเขา และเมื่อเป็นไปได้ เราจะแสดงความเต็มใจที่จะยินยอม. น้ำใจยินยอมเป็นสิ่งที่ประสานกับถ้อยคำของเปาโลที่ว่า “อย่าให้ผู้ใดกระทำอะไรเพื่อประโยชน์ของตนเองเท่านั้น แต่ให้คิดถึงประโยชน์ของคนอื่นด้วย.”—1 โกรินโธ 10:24.

19. ความรักช่วยเราให้ตอบสนองอย่างไรเมื่อคนอื่นทำให้เราขุ่นเคือง?

19 “ความรัก . . . ไม่ปล่อยตัวให้เกิดโทโส. ไม่จดจำความเสียหาย.” ความรักย่อมไม่เกิดโทโสง่าย ๆ เนื่องจากสิ่งที่คนอื่นพูดหรือทำ. จริงอยู่ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะอารมณ์เสียเมื่อคนอื่นทำให้เราขุ่นเคือง. แต่ถึงแม้เราโกรธโดยมีเหตุผลอันควรก็ตาม ความรักไม่ปล่อยให้เราเก็บความขุ่นเคืองอยู่ต่อไป. (เอเฟโซ 4:26, 27) เราจะไม่เก็บบันทึกคำพูดหรือการกระทำที่ทำให้เจ็บใจ ประหนึ่งว่าเขียนสิ่งเหล่านั้นไว้ในบัญชีแยกประเภทเพื่อจะได้ไม่ลืม. แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ความรักกระตุ้นเราให้เลียนแบบพระเจ้าของเราผู้เปี่ยมด้วยความรัก. ดังที่เราได้เห็นในบท 26 พระยะโฮวาทรงให้อภัยเมื่อมีเหตุผลอันควรในการทำเช่นนั้น. เมื่ออภัยให้เราแล้ว พระองค์ทรงลืมเสีย นั่นคือพระองค์ไม่เก็บบาปเหล่านั้นไว้เพื่อเอาผิดเราในวันข้างหน้า. เรารู้สึกขอบพระคุณมิใช่หรือที่พระยะโฮวาไม่จดจำความเสียหาย?

20. เราควรมีปฏิกิริยาอย่างไรหากเพื่อนร่วมความเชื่อตกเข้าสู่กับดักของการทำผิดและลงเอยด้วยสภาพที่ย่ำแย่?

20 “ความรัก . . . ไม่ยินดีในการอธรรม.” ข้อนี้ในฉบับแปลเดอะ นิว อิงลิช ไบเบิลอ่านว่า “ความรัก . . . ไม่มองความผิดบาปของคนอื่นอย่างสมน้ำหน้า.” ฉบับแปลของมอฟฟัตต์กล่าวว่า “ความรักไม่ยินดีเมื่อคนอื่นพลาดพลั้งทำผิด.” ความรักไม่มีความยินดีในการอธรรม ดังนั้น เราไม่เจตนามองข้ามการผิดศีลธรรมไม่ว่าแบบใด. เรามีปฏิกิริยาอย่างไรหากเพื่อนร่วมความเชื่อตกเข้าสู่กับดักของบาปและลงเอยด้วยสภาพที่ย่ำแย่? ความรักจะไม่ทำให้เรายินดี ประหนึ่งพูดว่า ‘สมน้ำหน้า! ควรแล้วล่ะที่เขาได้รับผลอย่างนั้น!’ (สุภาษิต 17:5) อย่างไรก็ตาม เรายินดีเมื่อพี่น้องที่ได้ทำผิดดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ในแง่บวกเพื่อจะฟื้นตัวจากการล้มพลาดฝ่ายวิญญาณ.

 “ทางที่ดีเยี่ยมกว่า”

21-23. (ก) เปาโลหมายความเช่นไรเมื่อท่านกล่าวว่า “ความรักไม่ล้มเหลวเลย”? (ข) จะมีการพิจารณาเรื่องอะไรในบทสุดท้าย?

21 “ความรักไม่ล้มเหลวเลย.” ถ้อยคำดังกล่าวนี้เปาโลหมายความเช่นไร? ดังที่เห็นได้ในบริบท ท่านกำลังพิจารณาของประทานแห่งพระวิญญาณที่มีอยู่ท่ามกลางคริสเตียนยุคแรก. ของประทานเหล่านั้นใช้เป็นเครื่องหมายแสดงว่าพระเจ้าทรงโปรดปรานประชาคมที่ตั้งขึ้นใหม่. แต่มิใช่ว่าคริสเตียนทุกคนสามารถรักษาโรค, กล่าวพยากรณ์, หรือพูดภาษาต่าง ๆ ได้. อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ; เพราะของประทานที่เป็นการอัศจรรย์ก็จะยุติลงในที่สุด. กระนั้น สิ่งอื่นจะคงอยู่ต่อไป สิ่งที่คริสเตียนทุกคนจะปลูกฝังได้. นั่นเป็นสิ่งที่โดดเด่นกว่า และคงทนกว่าของประทานที่เป็นการอัศจรรย์ใด ๆ. ที่จริง เปาโลเรียกสิ่งนั้นว่า  “ทางที่ดีเยี่ยมกว่า.” (1 โกรินโธ 12:31, ล.ม.) “ทางที่ดีเยี่ยมกว่า” นี้คืออะไร? คือแนวทางแห่งความรักนั่นเอง.

ไพร่พลของพระยะโฮวาได้รับการระบุตัวโดยความรักที่พวกเขามีต่อกัน

22 ที่จริง ความรักแบบคริสเตียนที่เปาโลพรรณนาไว้นั้น “ไม่ล้มเหลวเลย” นั่นคือ ความรักนั้นจะไม่มีวันสิ้นสุดเลย. จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ความรักฉันพี่น้องแบบเสียสละตัวเองเป็นสิ่งที่ระบุตัวสาวกแท้ของพระเยซู. เราเห็นหลักฐานของความรักดังกล่าวในประชาคมแห่งผู้นมัสการพระยะโฮวาทั่วแผ่นดินโลกมิใช่หรือ? ความรักเช่นนั้นจะยืนยงตลอดกาล เพราะพระยะโฮวาทรงสัญญาจะประทานชีวิตนิรันดร์ให้แก่ผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของพระองค์. (บทเพลงสรรเสริญ 37:9-11, 29) ขอเราพยายามสุดความสามารถอยู่เรื่อยไปที่จะ “ดำเนินต่อไปในความรัก.” โดยการทำเช่นนั้น เราจะประสบความสุขที่ใหญ่ยิ่งกว่าซึ่งเกิดจากการให้. ยิ่งกว่านั้น เราจะมีชีวิตอยู่ต่อ ๆ ไป—ใช่แล้ว แสดงความรักต่อ ๆ ไป—ตลอดนิรันดรกาล เพื่อเลียนแบบพระยะโฮวา พระเจ้าของเราผู้เปี่ยมด้วยความรัก.

23 ในบทนี้ซึ่งเป็นการจบตอนที่เกี่ยวกับความรัก เราได้พิจารณาวิธีที่เราสามารถแสดงความรักต่อกันและกัน. แต่เมื่อคำนึงถึงแนวทางต่าง ๆ มากมายที่เราได้รับประโยชน์จากความรักของพระยะโฮวา รวมทั้งจากอำนาจ, ความยุติธรรม, และสติปัญญาของพระองค์แล้ว เราควรถามว่า ‘ฉันจะแสดงให้พระยะโฮวาเห็นได้อย่างไรว่าฉันรักพระองค์อย่างแท้จริง?’ จะมีการพิจารณาคำถามนั้นในบทสุดท้ายของเรา.

^ วรรค 12 แน่นอน ความรักแบบคริสเตียนใช่ว่าจะเป็นแบบที่ไว้ใจเสียจนถูกหลอกได้ง่าย ๆ. คัมภีร์ไบเบิลเตือนเราว่า “ให้สังเกตดูคนเหล่านั้นที่ก่อเหตุวิวาทและทำให้คนอื่นหลง . . . จงเมินหน้าจากคนเหล่านั้น.”—โรม 16:17, ฉบับแปลใหม่.