ข้ามไปยังเนื้อหา

ข้ามไปยังสารบัญ

ทำสอดคล้องกับคำอธิษฐานที่เปี่ยมด้วยความรักของพระเยซู

ทำสอดคล้องกับคำอธิษฐานที่เปี่ยมด้วยความรักของพระเยซู

“พระบิดาเจ้าข้า . . . ขอทรงโปรดให้บุตรของพระองค์ได้รับเกียรติ เพื่อบุตรจะทำให้พระองค์ได้รับเกียรติ.”—โย. 17:1

1, 2. พระเยซูทำอะไรหลังจากฉลองปัศคากับเหล่าสาวกในสากลศักราช 33?

ค่ำคืนนั้น ในวันที่ 14 เดือนไนซาน สากลศักราช 33 พระเยซูกับเพื่อนที่สนิทที่สุดเพิ่งฉลองปัศคาเสร็จ. การฉลองนี้ทำให้ทุกคนระลึกถึงวิธีที่พระเจ้าช่วยชาวอิสราเอลให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสในอียิปต์. แต่เหล่าสาวกของพระเยซูจะได้รับการช่วยให้รอดในวิธีที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก. ในวันถัดไป พระเยซูจะถูกศัตรูของพระองค์ประหาร. ชีวิตสมบูรณ์ของพระองค์ที่ถวายเป็นเครื่องบูชาจะทำให้มนุษย์ทุกคนมีโอกาสได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากบาปและความตาย.—ฮีบรู 9:12-14

2 เพื่อเราจะไม่ลืมของขวัญนี้ที่แสดงถึงความรักของพระเจ้า พระเยซูจึงตั้งการฉลองใหม่ซึ่งจะมาแทนที่การฉลองปัศคาประจำปี. พระองค์หยิบขนมปังไม่ใส่เชื้อแผ่นหนึ่งมาหักแล้วส่งให้เหล่าอัครสาวกที่ซื่อสัตย์ทั้ง 11 คน. พระองค์บอกพวกเขาว่า “นี่หมายถึงกายของเราซึ่งจะต้องสละเพื่อเจ้าทั้งหลาย. จงทำอย่างนี้เรื่อยไปเพื่อระลึกถึงเรา.” แล้วพระองค์ก็ส่งถ้วยเหล้าองุ่นให้พวกเขาด้วย และกล่าวว่า “ถ้วยนี้หมายถึงสัญญาใหม่ที่อาศัยโลหิตของเราซึ่งจะต้องไหลออกเพื่อเจ้าทั้งหลาย.”—ลูกา 22:19, 20

3. (ก) เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อะไรหลังจากพระเยซูสิ้นชีวิต? (ข) ขณะที่เราพิจารณาคำอธิษฐานของพระเยซู เราควรคิดถึงคำถามอะไร?

3 สัญญาแห่งพระบัญญัติระหว่างพระเจ้ากับชาติอิสราเอลกำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่ช้า. สัญญานี้จะถูกแทนที่โดยสัญญาใหม่ระหว่างพระยะโฮวากับเหล่าสาวกผู้ถูกเจิมของพระเยซู. พระเยซูไม่ต้องการให้เหล่าสาวกเป็นเหมือนกับชาติอิสราเอล. ชาวอิสราเอลไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการนมัสการพระเจ้า และนั่นทำให้พระนามของพระเจ้าถูกตำหนิ. (โย. 7:45-49; กิจ. 23:6-9) พระเยซูต้องการให้เหล่าสาวกทำงานอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อทำให้พระนามของพระเจ้าได้รับการยกย่องสรรเสริญ. ดังนั้น พระเยซูทำอะไร? พระองค์ขอความช่วยเหลือจากพระบิดาในคำอธิษฐานที่ น่าประทับใจที่สุดเท่าที่มนุษย์คนใดจะมีโอกาสได้ฟัง. (ดูภาพข้างชื่อเรื่อง) คำอธิษฐานนี้บันทึกไว้ที่โยฮัน 17:1-26. ขณะที่เราพิจารณาคำอธิษฐานนี้ ขอให้เราคิดถึงคำถามต่อไปนี้: “พระเจ้าตอบคำอธิษฐานของพระเยซูไหม? ฉันกำลังทำสอดคล้องกับคำอธิษฐานนี้ไหม?”

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพระเยซู

4, 5. (ก) พระเยซูเริ่มอธิษฐานโดยพูดถึงอะไร และเราเรียนอะไรได้จากเรื่องนี้? (ข) พระยะโฮวาตอบคำขอของพระเยซูอย่างไรเมื่อพระเยซูขอสำหรับพระองค์เอง?

4 พระเยซูสอนเหล่าสาวกหลายอย่างจนกระทั่งดึก. แล้วพระองค์ก็มองขึ้นไปที่ท้องฟ้าและอธิษฐานว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถึงเวลาแล้ว ขอทรงโปรดให้บุตรของพระองค์ได้รับเกียรติ เพื่อบุตรจะทำให้พระองค์ได้รับเกียรติ เพราะพระองค์ทรงโปรดให้บุตรมีอำนาจเหนือมนุษย์ทั้งสิ้นเพื่อบุตรจะให้ชีวิตนิรันดร์แก่คนทั้งปวงที่พระองค์ทรงประทานแก่บุตรนั้น. . . . ข้าพเจ้าได้ทำให้พระองค์ได้รับเกียรติบนแผ่นดินโลกแล้วโดยได้ทำงานที่พระองค์ทรงมอบหมายแก่ข้าพเจ้าจนสำเร็จ. บัดนี้ พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงโปรดให้ข้าพเจ้าได้รับเกียรติให้อยู่เคียงข้างพระองค์ คือเกียรติที่ข้าพเจ้าเคยมีตอนที่ได้อยู่เคียงข้างพระองค์ก่อนมีโลกนี้.”—โย. 17:1-5

5 พระเยซูเริ่มอธิษฐานโดยพูดถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพระองค์. สิ่งที่พระองค์สนใจเป็นอันดับแรกคือการทำให้พระบิดาได้รับเกียรติ. ในคำอธิษฐานแบบอย่างที่พระเยซูเคยสอนเหล่าสาวก พระองค์ก็ขออย่างเดียวกัน. (ลูกา 11:2) สิ่งที่พระเยซูสนใจในลำดับถัดมาคือความจำเป็นของเหล่าสาวก. พระองค์ขอพระยะโฮวาให้มอบ “ชีวิตนิรันดร์” แก่พวกเขา. หลังจากนั้น พระเยซูจึงขอบางสิ่งสำหรับพระองค์เอง โดยกล่าวว่า “พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงโปรดให้ข้าพเจ้าได้รับเกียรติให้อยู่เคียงข้างพระองค์ คือเกียรติที่ข้าพเจ้าเคยมีตอนที่ได้อยู่เคียงข้างพระองค์ก่อนมีโลกนี้.” พระยะโฮวาฟังคำอธิษฐานของพระเยซูและให้มากกว่าที่พระเยซูขอเสียด้วยซ้ำ. พระเจ้าให้ “นามที่ประเสริฐกว่านามของทูตสวรรค์ทั้งหลาย” แก่พระเยซู.—ฮีบรู 1:4

“รับความรู้ต่อไป” เกี่ยวกับพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว

6. เหล่าอัครสาวกต้องทำอะไรเพื่อจะได้รับชีวิตนิรันดร์? เรารู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาทำอย่างนั้นจริงๆ?

6 ในคำอธิษฐานของพระเยซู พระองค์ยังพูดถึงสิ่งที่เราต้องทำเพื่อจะได้รับชีวิตนิรันดร์เป็นของขวัญจากพระเจ้าด้วย. (อ่านโยฮัน 17:3 ) พระองค์บอกว่าเราต้อง “รับความรู้ต่อไป” เกี่ยวกับพระเจ้าและพระคริสต์. นั่นหมายความว่าเราต้องทำอะไร? ก่อนอื่น เราต้องทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระยะโฮวาและพระบุตร. หลังจากนั้น เราต้องนำสิ่งที่เราได้เรียนรู้ไปใช้ในชีวิต. เหล่าอัครสาวกได้ทำทั้งสองอย่างนี้แล้ว เพราะพระเยซูอธิษฐานต่อไปว่า “พระองค์ทรงบอกข้าพเจ้าอย่างไร ข้าพเจ้าก็บอกพวกเขาอย่างนั้น พวกเขารับถ้อยคำเหล่านั้นไว้.” (โย. 17:8) แต่เพื่อจะได้รับชีวิตนิรันดร์ พวกเขาต้องใคร่ครวญพระคำของพระเจ้าและใช้สิ่งที่ได้เรียนในชีวิตประจำวันต่อไป. เหล่าอัครสาวกทำอย่างนั้นในช่วงเวลาที่เหลือของชีวิตไหม? พวกเขาทำอย่างนั้นจริงๆ. เรารู้ว่าเป็นอย่างนั้นเพราะมีชื่อของพวกเขาแต่ละคนจารึกไว้อย่างถาวรบนศิลาฐานราก 12 ก้อนของเยรูซาเลมใหม่.—วิ. 21:14

7. การ “รับความรู้ต่อไป” เกี่ยวกับพระเจ้าหมายถึงอะไร? ทำไมการทำอย่างนี้จึงสำคัญมาก?

7 ถ้าเราอยากมีชีวิตตลอดไป เราต้อง “รับความรู้ต่อไป” เกี่ยวกับพระเจ้า. นั่นหมายความว่าอย่างไร? การรับความรู้ต่อไปเกี่ยวกับพระเจ้าหมายถึงการที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ. แต่นั่นไม่ได้หมายถึงแค่เรียนรู้ว่าพระเจ้ามีคุณลักษณะและพระประสงค์อย่างไรเท่านั้น. เราต้องมีความรักอย่างลึกซึ้งต่อพระองค์และมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระองค์. และเราต้องแสดงความรักต่อพี่น้องของเรา. คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “ผู้ที่ไม่แสดงความ รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า.” (1 โย. 4:8) การรู้จักพระเจ้ายังรวมถึงการเชื่อฟังพระองค์ด้วย. (อ่าน 1 โยฮัน 2:3-5 ) นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เราได้เป็นคนหนึ่งที่รู้จักพระยะโฮวา! แต่เราต้องระวังที่จะไม่ทำลายความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าซึ่งมีค่าอย่างยิ่ง เหมือนกับที่ยูดาอิสการิโอตได้ทำ. ดังนั้น ขอให้เราพยายามจริงที่จะรักษาสายสัมพันธ์กับพระยะโฮวาไว้ให้มั่นคง. ถ้าเราทำอย่างนั้น พระยะโฮวาจะให้ชีวิตนิรันดร์เป็นของขวัญที่ดีเยี่ยมแก่เรา.—มัด. 24:13

“เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์”

8, 9. สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพระเยซูขณะอยู่บนโลกคืออะไร? คำสอนอะไรที่พระเยซูคงเกลียดอย่างแน่นอน?

8 ดังที่เราได้อ่านคำอธิษฐานของพระเยซูในโยฮันบท 17 เห็นได้ชัดว่าพระเยซูมีความรักอย่างลึกซึ้งไม่เฉพาะต่อเหล่าอัครสาวก แต่ต่อพวกเราในทุกวันนี้ด้วย. (โย. 17:20) แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพระเยซูไม่ใช่ความรอดของเรา. ตลอดช่วงเวลาทั้งหมดที่พระองค์อยู่บนแผ่นดินโลก สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพระองค์คือการยกย่องเชิดชูพระนามพระบิดา. ตัวอย่างเช่น เมื่อพระเยซูอธิบายว่าทำไมพระองค์มายังแผ่นดินโลก พระองค์อ่านจากม้วนหนังสือยะซายาห์ว่า “พระวิญญาณของพระยะโฮวาอยู่บนข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงเจิมข้าพเจ้าให้ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน.” เราแน่ใจได้เลยว่าเมื่อพระเยซูอ่านข้อความนี้ พระองค์คงออกเสียงพระนามของพระเจ้าอย่างชัดเจนแน่ๆ.—ลูกา 4:16-21

9 ก่อนพระเยซูจะมายังโลก พวกหัวหน้าศาสนาชาวยิวสอนประชาชนมานานแล้วว่าไม่ควรใช้พระนามของพระเจ้า. ขอให้นึกภาพดูว่าพระเยซูคงต้องเกลียดประเพณีทางศาสนาแบบนี้มากขนาดไหน. พระองค์พูดกับพวกหัวหน้าศาสนาเหล่านั้นว่า “เรามาในนามพระบิดาของเรา พวกเจ้าไม่ต้อนรับเรา แต่ถ้ามีคนอื่นมาในนามเขาเอง พวกเจ้าคงต้อนรับเขา.” (โย. 5:43) ต่อมา ไม่กี่วันก่อนจะสิ้นชีวิต พระเยซูพูดถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพระองค์อีกครั้งหนึ่งเมื่ออธิษฐานว่า “ข้าแต่พระบิดา ขอทรงโปรดให้พระนามของพระองค์ได้รับการเทิดทูน.” (โย. 12:28) และในคำอธิษฐานที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ เราก็เห็นอย่างชัดเจนด้วยว่าการยกย่องเชิดชูพระนามพระบิดาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของพระเยซู.

10, 11. (ก) พระเยซูทำให้พระนามพระบิดาเป็นที่รู้จักโดยวิธีใด? (ข) ทำไมเหล่าสาวกของพระเยซูทำให้พระนามยะโฮวาเป็นที่รู้จัก?

 10 พระเยซูอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าได้ทำให้พระนามของพระองค์ปรากฏแจ้งแก่คนเหล่านั้นที่พระองค์ทรงนำออกมาจากโลกแล้วประทานแก่ข้าพเจ้า. พวกเขาเป็นของพระองค์ และพระองค์ทรงประทานพวกเขาแก่ข้าพเจ้า และพวกเขาได้ปฏิบัติตามคำของพระองค์. นอกจากนี้ ข้าพเจ้าจะไม่อยู่ในโลกนี้อีก แต่พวกเขาอยู่ในโลกและข้าพเจ้าจะมาหาพระองค์. ข้าแต่พระบิดาองค์บริสุทธิ์ ขอทรงดูแลพวกเขาเพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้า เพื่อพวกเขาจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนข้าพเจ้ากับพระองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.”—โย. 17:6, 11

11 เมื่อพระเยซูทำให้พระนามพระบิดา “ปรากฏแจ้ง” แก่เหล่าสาวก หรือทำให้พวกเขารู้จัก พระองค์ไม่เพียงแค่ใช้พระนามยะโฮวาเท่านั้น. พระเยซูยังช่วยพวกเขาให้เข้าใจว่าพระยะโฮวาเป็นใครด้วย. พระองค์สอนพวกเขาให้รู้จักคุณลักษณะอันยอดเยี่ยมของพระเจ้าและวิธีที่พระเจ้าปฏิบัติต่อเราด้วยความรัก. (เอ็ก. 34:5-7) ตอนนี้ พระเยซูเป็นกษัตริย์ในสวรรค์ และพระองค์ยังช่วยเหล่าสาวกของพระองค์ต่อไปเพื่อทำให้ผู้คนทั่วโลกรู้จักพระนามยะโฮวา. ทำไมเหล่าสาวกจึงทำงานนี้? เพื่อช่วยผู้คนมากขึ้นให้เรียนรู้จักพระยะโฮวาก่อนที่ระบบชั่วนี้จะสิ้นสุดลง. และเมื่อถึงเวลานั้น พระองค์จะช่วยพยานที่ภักดีของพระองค์ให้รอด และทุกคนจะรู้จักพระนามยะโฮวาอันยิ่งใหญ่!—ยเอศ. 36:23

“เพื่อโลกจะเชื่อ”

12. เพื่อจะทำงานที่พระเยซูเริ่มต้นไว้ให้เสร็จได้ เราต้องทำสามสิ่งอะไร?

12 พระเยซูสั่งเหล่าสาวกให้ทำงานที่พระองค์เริ่มต้นไว้ให้เสร็จ. พระองค์อธิษฐานว่า “พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้าให้เข้ามาในโลกอย่างไร ข้าพเจ้าก็ใช้พวกเขาให้เข้าไปในโลกอย่างนั้น.” แต่พระเยซูรู้ว่าพวกเขาต้องได้รับความช่วยเหลือเพื่อจะทำงานนี้ได้. ขณะที่พระเยซูยังอยู่กับพวกเขา พระองค์พยายามช่วยเหล่าสาวกให้เอาชนะข้ออ่อนแอของพวกเขา. และพระองค์อธิษฐานขอพระยะโฮวาช่วยเหล่าสาวกทำสามสิ่งที่สำคัญ. หนึ่ง พระองค์อธิษฐานขอพระยะโฮวาช่วยให้เหล่าสาวกไม่เป็นส่วนหนึ่งของโลกซาตาน. สอง พระองค์อธิษฐานขอพระยะโฮวาช่วยให้เหล่าสาวกเชื่อฟังคำของพระเจ้าและทำให้พวกเขาบริสุทธิ์. สาม พระเยซูวิงวอนขอพระยะโฮวาช่วยเหล่าสาวกให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เช่นเดียวกับที่พระองค์และพระบิดาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน. เราแต่ละคนควรถามตัวเองว่า ‘ฉันทำสามสิ่งที่พระเยซูพูดในคำอธิษฐานของพระองค์ไหม?’ พระเยซูเชื่อมั่นว่าถ้าสาวกทำสิ่งเหล่านี้แล้ว หลายคนจะตอบรับข่าวสารที่พวกเขาประกาศ.—อ่านโยฮัน 17:15-21

คริสเตียนในศตวรรษแรกทำงานร่วมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (ดูข้อ 13)

13. พระยะโฮวาตอบคำอธิษฐานของพระเยซูอย่างไรในศตวรรษแรก?

13 เมื่อเราศึกษาหนังสือกิจการ เราเห็นได้ว่าพระยะโฮวาตอบคำอธิษฐานของพระเยซู. คริสเตียนในศตวรรษแรกมีทั้งคนยิวและคนต่างชาติ คนรวยและคนจน ทาสและเจ้านาย. ขอให้คิดถึงความแตกแยกที่อาจเกิดขึ้นได้ในหมู่พวกเขา! แต่พวกเขาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจนอัครสาวกเปาโลสามารถเปรียบพวกเขาได้กับอวัยวะต่างของร่างกายมนุษย์ซึ่งมีพระเยซูเป็นศีรษะ. (เอเฟ. 4:15, 16) ในโลกของซาตานที่เต็มไปด้วยความแตกแยก พวกเขาไม่มีทางเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างนี้ได้ถ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระยะโฮวาไม่ได้ช่วยพวกเขา.—1 โค. 3:5-7

14. คำอธิษฐานของพระเยซูได้รับคำตอบอย่างไรในสมัยปัจจุบัน?

14 น่าเสียดายที่สิ่งต่างเปลี่ยนไปหลังจากที่เหล่าอัครสาวกเสียชีวิต. มีการออกหากครั้งใหญ่เกิดขึ้น. คำสอนเท็จเข้ามาในประชาคม และทำให้เกิดความแตกแยก. (กิจ. 20:29, 30) แต่ในปี 1919 พระเยซูปลดปล่อยคริสเตียนผู้ถูกเจิมให้หลุดพ้นจากอิทธิพลของศาสนาเท็จและรวบรวมพวก เขา “ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์.” (โกโล. 3:14) การประกาศอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทำให้เกิดผลอย่างไร? ผู้คนเจ็ดล้านกว่าคนจาก “ทุกประเทศ ทุกตระกูล ทุกชนชาติ และทุกภาษา” กำลังนมัสการพระยะโฮวาอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันร่วมกับเหล่าผู้ถูกเจิม. (โย. 10:16; วิ. 7:9) นี่นับเป็นคำตอบที่น่าทึ่งสำหรับคำอธิษฐานของพระเยซูที่ขอพระยะโฮวาว่า “เพื่อว่าโลกจะรู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาและรู้ว่าพระองค์ทรงรักพวกเขาอย่างที่พระองค์ทรงรักข้าพเจ้า.”—โย. 17:23

คำลงท้ายที่แสดงความรัก

15. พระเยซูขออะไรเป็นพิเศษเพื่อเหล่าสาวกผู้ถูกเจิมของพระองค์?

15 ก่อนหน้านั้นในคืนวันที่ 14 เดือนไนซาน พระเยซูให้ “เกียรติ” แก่เหล่าอัครสาวกด้วยการทำสัญญากับพวกเขาให้ปกครองกับพระองค์ในราชอาณาจักร. (โย. 17:22; ลูกา 22:28-30) ถึงตอนนี้ พระเยซูจึงอธิษฐานขอเพื่อทุกคนที่จะมาเป็นสาวกที่ได้รับการเจิมว่า “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าทูลขอเพื่อคนเหล่านั้นที่พระองค์ทรงประทานแก่ข้าพเจ้า คือว่า ข้าพเจ้าอยู่ที่ใด ข้าพเจ้าอยากให้พวกเขาอยู่กับข้าพเจ้าด้วย เพื่อพวกเขาจะได้เห็นว่าพระองค์ทรงโปรดให้ข้าพเจ้าได้รับเกียรติ เพราะพระองค์ทรงรักข้าพเจ้าตั้งแต่ก่อนการวางรากของโลก.” (โย. 17:24) แกะอื่นไม่อิจฉาที่เหล่าผู้ถูกเจิมจะได้รับรางวัลในสวรรค์ แต่รู้สึกยินดีกับพวกเขา. นี่เป็นข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งว่าคริสเตียนแท้ในทุกวันนี้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจริงๆ.

16, 17. (ก) ในตอนท้ายของคำอธิษฐาน พระเยซูพูดว่าพระองค์จะทำอะไรต่อไป? (ข) เราควรทำอะไรต่อไป?

16 ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกเลือกที่จะไม่สนใจว่าพระยะโฮวามีประชาชนที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและรู้จักพระองค์จริงๆ. เหตุการณ์แบบนี้มักเกิดขึ้นบ่อยเพราะพวกหัวหน้าศาสนาสอนเรื่องที่ไม่เป็นความจริง. เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในสมัยของพระเยซูด้วย. พระองค์จึงลงท้ายคำอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระบิดาผู้ชอบธรรม โลกไม่รู้จักพระองค์ แต่ข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ และคนเหล่านี้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามา. ข้าพเจ้าได้ทำให้พวกเขารู้จักพระนามของพระองค์แล้วและจะทำให้พวกเขารู้อีก เพื่อพวกเขาจะรักกันอย่างที่พระองค์ทรงรักข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพวกเขา.”—โย. 17:25, 26

17 ไม่มีใครจะปฏิเสธได้ว่าพระเยซูทำสอดคล้องกับคำอธิษฐานของพระองค์จริงด้วยการทำให้พระนามพระบิดาเป็นที่รู้จัก. และในขณะนี้ ในฐานะประมุขของประชาคม พระองค์ยังคงช่วยเราต่อไปให้บอกคนอื่นให้รู้จักพระนามและพระประสงค์ของพระเจ้า. ขอให้เราเชื่อฟังคำสั่งของพระเยซูด้วยการประกาศและสอนคนให้เป็นสาวกอย่างกระตือรือร้นต่อไป. (มัด. 28:19, 20; กิจ. 10:42) ขอให้พวกเราซึ่งเป็นประชาชนของพระเจ้าพยายามเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน. เมื่อเราทำอย่างนี้ เรากำลังทำสอดคล้องกับคำอธิษฐานของพระเยซู ซึ่งจะทำให้พระนามยะโฮวาได้รับการยกย่องสรรเสริญและทำให้เรามีความสุขตลอดไป.