หอสังเกตการณ์—ฉบับศึกษา

ศาสนาคริสเตียนในยุคเริ่มแรกกับรัฐ

ไทย
ศาสนาคริสเตียนในยุคเริ่มแรกกับรัฐ
/assets/ct/2fee4a8a5e/images/syn_placeholder_sqr.png
ห96 1/5 น. 5-8
ศาสนาคริสเตียนในยุคเริ่มแรกกับรัฐ

ศาสนา​คริสเตียน​ใน​ยุค​เริ่ม​แรก​กับ​รัฐ

ใน​คืน​ก่อน​จะ​ถึง​การ​วาย​พระ​ชนม์​ของ​พระองค์ พระ​เยซู​ทรง​ตรัส​กับ​สาวก​ของ​พระองค์​ว่า “ท่าน​มิ​ได้​อยู่​ฝ่าย​โลก, แต่​เรา​ได้​เลือก​ท่าน​ออก​จาก​โลก, เหตุ​ฉะนั้น​โลก​จึง​ชัง​ท่าน” (โยฮัน 15:19) ข้อ​นี้​จะ​หมาย​ความ​ว่า คริสเตียน​อาจ​รับ​เอา​ทัศนะ​เป็น​ปฏิปักษ์​ต่อ​ผู้​มี​อำนาจ​แห่ง​โลก​นี้​อย่าง​นั้น​ไหม?

ไม่​เป็น​ส่วน​ของ​โลก​นี้​แต่​ไม่​เป็น​ปฏิปักษ์

อัครสาวก​เปาโล​กล่าว​กับ​คริสเตียน​ที่​อยู่​ใน​กรุง​โรม​ว่า “ให้​คน​ทุก​คน​ยอม​อยู่​ใต้​บังคับ​ผู้​มี​อำนาจ.” (โรม 13:1) ใน​ทำนอง​คล้าย​กัน อัครสาวก​เปโตร​เขียน​ดัง​นี้: “เพื่อ​เห็น​แก่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ยอม​ตัว​อยู่​ใต้​สิ่ง​ซึ่ง​มนุษย์​สร้าง​ขึ้น​ทุก​อย่าง: ไม่​ว่า​จะ​เป็น​กษัตริย์​ใน​ฐานะ​เป็น​ผู้​ที่​สูง​กว่า​ก็​ดี หรือ​จะ​เป็น​ผู้​สำเร็จ​ราชการ​ใน​ฐานะ​เป็น​ผู้​ที่​กษัตริย์​ทรง​ส่ง​มา​ก็​ดี เพื่อ​ลง​โทษ​ผู้​ที่​กระทำ​ชั่ว แต่​ยกย่อง​ผู้​ที่​กระทำ​ดี.” (1 เปโตร 2:13, 14, ล.ม.) เห็น​ได้​ชัด​ว่า การ​ยอม​อยู่​ใต้​อำนาจ​รัฐ​และ​ตัว​แทน​ที่​ได้​รับ​การ​แต่ง​ตั้ง​อย่าง​เหมาะ​สม​เป็น​หลักการ​ซึ่ง​ได้​รับ​การ​ยอม​รับ​ใน​ท่ามกลาง​คริสเตียน​ยุค​แรก. พวก​เขา​บากบั่น​ที่​จะ​เป็น​พลเมือง​ที่​เชื่อ​ฟัง​กฎหมาย​และ​อยู่​อย่าง​สันติ​กับ​ทุก​คน.—โรม 12:18.

ภาย​ใต้​หัวข้อ “คริสตจักร​และ​รัฐ” สารานุกรม​ศาสนา (ภาษา​อังกฤษ) ชี้​แจง​ว่า “ใน​ช่วง​สาม​ศตวรรษ​แรก​แห่ง​สากล​ศักราช ประชาคม​คริสเตียน​ส่วน​ใหญ่​แล้ว​แยก​ตัว​อยู่​ต่าง​หาก​จาก​สังคม​ของ​เจ้าหน้าที่​โรมัน . . . อย่าง​ไร​ก็​ดี เหล่า​ผู้​นำ​คริสเตียน . . . สอน​ให้​เชื่อ​ฟัง​กฎหมาย​โรมัน​และ​ภักดี​ต่อ​จักรพรรดิ​ภาย​ใน​ขอบ​เขต​ที่​กำหนด​โดย​ความ​เชื่อ​ของ​คริสเตียน.”

เคารพ แต่​ไม่​นมัสการ

คริสเตียน​ไม่​เป็น​ปฏิปักษ์​ต่อ​จักรพรรดิ​โรมัน. พวก​เขา​แสดง​ความ​นับถือ​อำนาจ​และ​ให้​เกียรติยศ​ตาม​ที่​ตำแหน่ง​จักรพรรดิ​ควร​ได้​รับ. ใน​ระหว่าง​การ​ปกครอง​ของ​จักรพรรดิ​เนโร อัครสาวก​เปโตร​เขียน​ถึง​คริสเตียน​ที่​อยู่​ใน​ส่วน​ต่าง ๆ ของ​จักรวรรดิ​โรมัน​ดัง​นี้: “จง​ให้​เกียรติยศ​แก่​คน​ทั้ง​ปวง . . . จง​นับถือ​มหา​กษัตริย์.” (1 เปโตร 2:17) คำ “มหา​กษัตริย์” มี​การ​ใช้​ใน​ที่​ต่าง ๆ ซึ่ง​พูด​ภาษา​กรีก​ไม่​เพียง​แต่​หมาย​ถึง​กษัตริย์​ใน​ท้องถิ่น แต่​หมาย​ถึง​จักรพรรดิ​โรมัน​ด้วย. อัครสาวก​เปาโล​ให้​คำ​แนะ​นำ​แก่​คริสเตียน​ที่​อยู่​ใน​เมือง​หลวง​แห่ง​จักรวรรดิ​โรมัน​โดย​กล่าว​ว่า “จง​ให้​แก่​ทุก​คน​ตาม​ที่​เขา​ควร​ได้​รับ . . . ผู้​ใด​เรียก​ร้อง​เกียรติยศ จง​ให้​เกียรติยศ.” (โรม 13:7, ล.ม.) แน่นอน​ที่​สุด จักรพรรดิ​โรมัน​เรียก​ร้อง​เกียรติยศ. ใน​ที่​สุด เขา​เรียก​ร้อง​การ​นมัสการ​ด้วย​ซ้ำ. ทว่า ถึง​จุด​นี้​คริสเตียน​ใน​ยุค​แรก​ได้​ขีด​เส้น​แบ่ง​แห่ง​สติ​รู้สึก​ผิด​ชอบ​ของ​ตน​ว่า​จะ​เข้า​ส่วน​ได้​ถึง​ขนาด​ไหน.

ณ การ​พิจารณา​คดี​ต่อ​หน้า​ผู้​สำเร็จ​ราชการ​โรมัน​ใน​ศตวรรษ​ที่​สอง​แห่ง​สากล​ศักราช มี​รายงาน​ว่า​โพลีคาร์ป​ประกาศ​ดัง​นี้: “ข้าพเจ้า​เป็น​คริสเตียน. . . . เรา​ได้​รับ​การ​สอน​ให้​เกียรติยศ​ที่​สม​ควร​ให้​ทั้ง​หมด . . . แก่​อำนาจ​ต่าง ๆ และ​บรรดา​เจ้าหน้าที่​ซึ่ง​พระเจ้า​ทรง​แต่ง​ตั้ง.” อย่าง​ไร​ก็​ตาม โพลีคาร์ป​เลือก​ความ​ตาย​แทน​การ​นมัสการ​จักรพรรดิ. ใน​ศตวรรษ​ที่​สอง เธโอฟิลุส​แห่ง​อันติโอเกีย ผู้​สนับสนุน​ความ​เชื่อ​เขียน​เอา​ไว้​ว่า “ข้าพเจ้า​จะ​ให้​เกียรติ​แก่​จักรพรรดิ แต่​ไม่​ใช่​การ​นมัสการ​เป็น​แน่​แท้ กระนั้น​ก็​อธิษฐาน​เผื่อ​พระองค์​ด้วย. หาก​แต่​เป็น​พระเจ้า​องค์​เที่ยง​แท้​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่​ที่​ข้าพเจ้า​นมัสการ.”

คำ​อธิษฐาน​ที่​เหมาะ​สม​โดย​คำนึง​ถึง​จักรพรรดิ​ไม่​เกี่ยว​ข้อง​กับ​การ​นมัสการ​จักรพรรดิ​หรือ​ลัทธิ​ชาติ​นิยม​อย่าง​แน่นอน. อัครสาวก​เปาโล​อธิบาย​จุด​ประสงค์​ดัง​นี้: “เหตุ​ฉะนั้น​ก่อน​อะไร​หมด​ข้าพเจ้า​จึง​เตือน​สติ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ให้​วิงวอน​อธิษฐาน​ทูล​ขอ​และ​ขอบพระคุณ​สำหรับ​คน​ทั้ง​ปวง, คือ​สำหรับ​กษัตริย์​ทั้ง​หลาย​และ​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​มี​ตำแหน่ง​สูง, เพื่อ​เรา​จะ​ประกอบ​ชีวิต​ได้​อย่าง​สงบ​สุข​โดย​ทาง​ธรรม, และ​โดย​การ​ประพฤติ​ซึ่ง​เป็น​สง่า​ผ่าเผย.”—1 ติโมเธียว 2:1, 2.

“อยู่ ณ ริม​ขอบ​ของ​สังคม”

ความ​ประพฤติ​ที่​เปี่ยม​ด้วย​ความ​นับถือ​ใน​ส่วน​ของ​คริสเตียน​ใน​ยุค​แรก​ไม่​ได้​ทำ​ให้​พวก​เขา​ได้​มิตรภาพ​จาก​โลก​ที่​พวก​เขา​อาศัย​อยู่. นัก​ประวัติศาสตร์​ชาว​ฝรั่งเศส อา. อามาง กล่าว​ถึง​คริสเตียน​ใน​ยุค​แรก​ว่า “อาศัย​อยู่ ณ ริม​ขอบ​ของ​สังคม.” พวก​เขา​อยู่ ณ ริม​ขอบ​ของ​สอง​สังคม​จริง ๆ คือ​สังคม​ยิว​และ​โรมัน เผชิญ​กับ​อคติ​และ​ความ​เข้าใจ​ผิด​มาก​มาย​จาก​ทั้ง​สอง​ด้าน.

ตัว​อย่าง​เช่น เมื่อ​ถูก​กล่าวหา​อย่าง​ผิด ๆ จาก​พวก​ผู้​นำ​ชาว​ยิว อัครสาวก​เปาโล​กล่าว​แก้​คดี​ตน​เอง​ต่อ​หน้า​ผู้​ว่า​ราชการ​โรมัน​ดัง​นี้: “ข้าพเจ้า​ไม่​ได้​กระทำ​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​ผิด​กฎหมาย​ของ​พวก​ยูดาย, หรือ​ต่อ​โบสถ์, หรือ​ต่อ​กายะซา. . . . ข้าพเจ้า​ขอ​อุทธรณ์​ถึง​กายะซา.” (กิจการ 25:8, 11) โดย​ตระหนัก​ว่า​พวก​ยิว​วาง​แผน​จะ​ฆ่า​ท่าน เปาโล​อุทธรณ์​ต่อ​เนโร​ซึ่ง​แสดง​ถึง​การ​ยอม​รับ​อำนาจ​ของ​จักรพรรดิ​โรมัน. ต่อ​มา ณ การ​พิจารณา​คดี​ครั้ง​แรก​ของ​ท่าน​ที่​กรุง​โรม ดู​เหมือน​ว่า​ท่าน​ได้​รับ​การ​ปล่อย​ตัว. แต่​ภาย​หลัง​ท่าน​ถูก​จับ​จำ​คุก​อีก​ครั้ง​หนึ่ง และ​ตาม​ที่​เล่า​สืบ​ต่อ​กัน​มา​ท่าน​ถูก​ลง​โทษ​ประหาร​ชีวิต​โดย​คำ​สั่ง​ของ​จักรพรรดิ​เนโร.

เกี่ยว​กับ​จุด​ยืน​ที่​ยุ่งยาก​ลำบาก​ของ​คริสเตียน​ยุค​แรก​ใน​สังคม​โรมัน นัก​สังคม​วิทยา​และ​เทววิทยา เอินสต์ เทริลช์ เขียน​ไว้​ว่า “พิธี​ทาง​ศาสนา​และ​การ​งาน​อาชีพ​ทุก​อย่าง​ถูก​ปฏิเสธ​โดย​สิ้นเชิง​หาก​มี​ส่วน​เกี่ยว​ข้อง​อย่าง​หนึ่ง​อย่าง​ใด​กับ​การ​นมัสการ​รูป​เคารพ, หรือ​การ​นมัสการ​จักรพรรดิ, หรือ​สิ่ง​ใด ๆ ที่​เข้า​ส่วน​กับ​การ​ทำ​ให้​โลหิต​ตก​หรือ​การ​ลง​โทษ​ถึง​ตาย, หรือ​สิ่ง​ซึ่ง​จะ​นำ​คริสเตียน​เข้า​ไป​ใกล้​การ​ผิด​ศีลธรรม​แบบ​นอก​รีต.” จุด​ยืน​เช่น​นี้​ไม่​ทิ้ง​ให้​มี​ช่อง​ว่าง​เลย​อย่าง​นั้น​ไหม​สำหรับ​ความ​สัมพันธ์​ที่​มี​สันติ​และ​นับถือ​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ระหว่าง​คริสเตียน​กับ​รัฐ?

จ่าย​ให้​แก่​ซีซาร์ “ตาม​ที่​ควร​ได้​รับ”

พระ​เยซู​ทรง​ให้​กฎ​ข้อ​หนึ่ง​ไว้​ซึ่ง​ชี้​นำ​ความ​ประพฤติ​ของ​คริสเตียน​ต่อ​รัฐ​โรมัน หรือ​ที่​จริง​แล้ว ต่อ​รัฐบาล​ใด ๆ โดย​พระองค์​ตรัส​ว่า “ของ​ของ​ซีซาร์​จง​ใช้​คืน​แก่​ซีซาร์ แต่​ของ​ของ​พระเจ้า​แด่​พระเจ้า.” (มัดธาย 22:21, ล.ม.) คำ​แนะ​นำ​นี้​ที่​ให้​กับ​ผู้​ติด​ตาม​พระ​เยซู​ตรง​ข้าม​เลย​ที​เดียว​กับ​ทัศนะ​นัก​นิยม​ชาติ​ชาว​ยิว​ทั้ง​หลาย​ผู้​ซึ่ง​ขัด​เคือง​ต่อ​การ​ครอบ​งำ​ของ​โรม​และ​ไม่​เห็น​ด้วย​กับ​การ​ชำระ​ภาษี​ให้​แก่​อำนาจ​ต่าง​ชาติ.

เวลา​ต่อ​มา เปาโล​แนะ​นำ​คริสเตียน​ที่​อยู่​ใน​กรุง​โรม​ว่า “เหตุ​ฉะนั้น​มี​เหตุ​ผล​อัน​เหลือ​ที่​จะ​ขัด​ขืน​ได้​ใน​เรื่อง​ที่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​อยู่​ใต้​อำนาจ มิ​ใช่​เพราะ​อาชญา​อย่าง​เดียว แต่​เพราะ​เหตุ​สติ​รู้สึก​ผิด​ชอบ​ของ​ท่าน​ด้วย. เพราะ​เหตุ​นั้น ท่าน​จึง​เสีย​ภาษี​ด้วย; เพราะ​คน​เหล่า​นั้น [ผู้​มี​อำนาจ​สูง​กว่า] เป็น​ผู้​รับใช้​ของ​พระเจ้า เพื่อ​สาธารณประโยชน์ รับใช้​เพื่อ​จุด​ประสงค์​นี้​เสมอ​ไป. จง​ให้​แก่​ทุก​คน​ตาม​ที่​เขา​ควร​ได้​รับ ผู้​ใด​เรียก​ร้อง​ภาษี จง​ให้​ภาษี; ผู้​ใด​เรียก​ร้อง​ส่วย จง​ให้​ส่วย.” (โรม 13:5-7, ล.ม.) ขณะ​ที่​คริสเตียน​ไม่​เป็น​ส่วน​ของ​โลก พวก​เขา​มี​พันธะ​หน้า​ที่​ฐานะ​พลเมือง​ที่​ซื่อ​สัตย์ และ​เสีย​ภาษี​ซึ่ง​เป็น​การ​จ่าย​ให้​กับ​รัฐ​สำหรับ​บริการ​สาธารณประโยชน์​ต่าง ๆ.—โยฮัน 17:16.

แต่​คำ​ตรัส​ของ​พระ​เยซู​จำกัด​อยู่​เฉพาะ​การ​เสีย​ภาษี​เท่า​นั้น​ไหม? เนื่อง​จาก​พระ​เยซู​ไม่​ได้​ระบุ​ชัด​ว่า​สิ่ง​ที่​เป็น​ของ​ซีซาร์​และ​สิ่ง​ซึ่ง​เป็น​ของ​พระเจ้า​ได้​แก่​อะไร จึง​มี​หลาย​กรณี​ที่​อยู่​ใน​ข่าย​ที่​ต้อง​ตัดสิน​โดย​พิจารณา​หลายสิ่ง​ที่​เกี่ยว​ข้อง​หรือ​อาศัย​ความ​เข้าใจ​จาก​คัมภีร์​ไบเบิล​ทั้ง​เล่ม. กล่าว​ได้​อีก​อย่าง​คือ การ​ตัดสิน​ว่า​สิ่ง​ใด​ที่​คริสเตียน​สามารถ​จ่าย​ให้​แก่​ซีซาร์​ได้​นั้น​บาง​ครั้ง​อยู่​ใน​ข่าย​ของ​สติ​รู้สึก​ผิด​ชอบ​ของ​คริสเตียน​ตาม​ที่​หลักการ​ใน​คัมภีร์​ไบเบิล​ให้​ความ​กระจ่าง.

ความ​สมดุล​อย่าง​รอบคอบ​ระหว่าง​ข้อ​เรียก​ร้อง​จาก​สอง​ฝ่าย​ซึ่ง​ขัด​กัน

หลาย​คน​มี​แนว​โน้ม​จะ​ลืม​ไป​ว่า​หลัง​จาก​ตรัส​สั่ง​ให้​จ่าย​คืน​ให้​แก่​ซีซาร์​สิ่ง​ที่​เป็น​ของ​ซีซาร์ พระ​เยซู​ตรัส​เพิ่ม​เติม​ว่า “แต่​ของ ๆ พระเจ้า​แด่​พระเจ้า.” อัครสาวก​เปโตร​แสดง​ให้​เห็น​ว่า​อย่าง​ไหน​มี​ความ​สำคัญ​เป็น​อันดับ​แรก​สำหรับ​คริสเตียน. ทันที​หลัง​จาก​ให้​คำ​แนะ​นำ​เกี่ยว​กับ​การ​ยอม​ตัว​อยู่​ใต้​อำนาจ “มหา​กษัตริย์” หรือ​จักรพรรดิ และ “เจ้าเมือง” ของ​เขา เปโตร​เขียน​ว่า “จง​เป็น​เหมือน​คน​ที่​มี​เสรีภาพ, แต่​ท่าน​อย่า​ใช้​เสรีภาพ​นั้น​ให้​เป็น​ที่​ปก​ปิด​ความ​ชั่ว​ไว้, แต่​จง​ใช้​เหมือน​เป็น​ทาส​ของ​พระเจ้า. จง​ให้​เกียรติยศ​แก่​คน​ทั้ง​ปวง. จง​รัก​พวก​พี่​น้อง, จง​เกรง​กลัว​พระเจ้า, จง​นับถือ​มหา​กษัตริย์.” (1 เปโตร 2:16, 17) ท่าน​อัครสาวก​ชี้​ว่า​คริสเตียน​เป็น​ทาส​ของ​พระเจ้า ไม่​ใช่​ของ​ผู้​ปกครอง​ที่​เป็น​มนุษย์. ขณะ​ที่​พวก​เขา​ควร​ให้​เกียรติ​และ​ความ​นับถือ​อย่าง​สม​ควร​ต่อ​ตัว​แทน​ของ​รัฐ พวก​เขา​ต้อง​ทำ​เช่น​นั้น​ด้วย​ความ​เกรง​กลัว​พระเจ้า​ผู้​ซึ่ง​กฎหมาย​ของ​พระองค์​เป็น​กฎหมาย​สูง​สุด.

หลาย​ปี​ก่อน​หน้า​นั้น เปโตร​ก็​ไม่​ได้​ปล่อย​ให้​มี​ข้อ​สงสัย​ใน​เรื่อง​ที่​ว่า​กฎหมาย​ของ​พระเจ้า​อยู่​เหนือ​กฎหมาย​ของ​มนุษย์. ศาล​ซันเฮดริน​ของ​ชาว​ยิว​เป็น​คณะ​บริหาร​ที่​ทาง​โรม​ได้​อนุญาต​ให้​มี​อำนาจ​ทั้ง​ใน​ด้าน​ศาสนา​และ​พลเรือน. เมื่อ​ศาล​ซันเฮดริน​ได้​ออก​คำ​สั่ง​ให้​สาวก​ของ​พระ​เยซู​เลิก​ประกาศ​สั่ง​สอน​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​คริสต์ เปโตร​และ​อัครสาวก​คน​อื่น ๆ ตอบ​ด้วย​ความ​นับถือ​แต่​มั่นคง​ว่า “ข้าพเจ้า​จำ​ต้อง​เชื่อ​ฟัง​พระเจ้า​ยิ่ง​กว่า​เชื่อ​ฟัง​มนุษย์.” (กิจการ 5:29) เห็น​ได้​ชัด​ว่า​คริสเตียน​ยุค​แรก​ต้อง​รักษา​ความ​สมดุล​ด้วย​ความ​รอบคอบ​ระหว่าง​การ​เชื่อ​ฟัง​พระเจ้า​กับ​การ​ยอม​อยู่​ใต้​อำนาจ​อย่าง​เหมาะ​สม​ต่อ​ผู้​มี​อำนาจ​ที่​เป็น​มนุษย์. เทอร์ทูลเลียน​กล่าว​ไว้​ใน​ตอน​ต้น​ศตวรรษ​ที่​สาม​สากล​ศักราช​ว่า “ถ้า​ทั้ง​หมด​เป็น​ของ​ซีซาร์ อะไร​จะ​เหลือ​ให้​แก่​พระเจ้า​เล่า?”

ประนีประนอม​กับ​รัฐ

เมื่อ​เวลา​ผ่าน​ไป จุด​ยืน​ซึ่ง​คริสเตียน​ใน​ศตวรรษ​แรก​ยึด​ถือ​ใน​เรื่อง​เกี่ยว​กับ​รัฐ​ก็​ค่อย ๆ อ่อน​ลง​ไป. การ​ออก​หาก​ซึ่ง​พระ​เยซู​และ​พวก​อัครสาวก​ได้​บอก​ล่วง​หน้า​เอา​ไว้​แล้ว​เริ่ม​ขยาย​ตัว​ใน​ศตวรรษ​ที่​สอง​และ​สาม​แห่ง​สากล​ศักราช. (มัดธาย 13:37, 38; กิจการ 20:29, 30; 2 เธซะโลนิเก 2:3-12; 2 เปโตร 2:1-3) หลักการ​คริสเตียน​แบบ​ที่​ออก​หาก​ได้​ประนีประนอม​กับ​โลก​ของ​โรม รับ​เอา​การ​ฉลอง​นอก​รีต​และ​ปรัชญา​ของ​โรม​หลาย​อย่าง และ​ยอม​รับ​ไม่​เพียง​แค่​การ​รับ​ราชการ​พลเรือน​เท่า​นั้น​แต่​การ​เป็น​ทหาร​ประจำการ​ด้วย.

ศาสตราจารย์​เทริลช์​เขียน​ว่า “นับ​แต่​ศตวรรษ​ที่​สาม​เป็น​ต้น​มา สถานการณ์​เริ่ม​ยุ่งยาก​มาก​ขึ้น เพราะ​มี​คริสเตียน​ที่​มี​ตำแหน่ง​สูง​ทาง​สังคม ประกอบ​อาชีพ​มี​ชื่อเสียง​ทั้ง​ใน​กองทัพ​และ​วง​ราชการ​อื่น ๆ เพิ่ม​มาก​ขึ้น. ใน​ข้อ​เขียน​ของ​คริสเตียน [ไม่​ใช่​ส่วน​ของ​คัมภีร์​ไบเบิล] หลาย​ตอน มี​การ​คัดค้าน​ด้วย​ความ​ขุ่นเคือง​ต่อ​การ​เข้า​ส่วน​ใน​เรื่อง​ต่าง ๆ ดัง​กล่าว ใน​อีก​ด้าน​หนึ่ง เรา​ก็​ได้​พบ​ความ​พยายาม​ที่​จะ​ประนีประนอม​ด้วย​เช่น​กัน คือ​การ​หา​ข้อ​แก้​ตัว​เพื่อ​ทำ​ให้​เสียง​ของ​สติ​รู้สึก​ผิด​ชอบ​ที่​ถูก​รบกวน​เงียบ​ลง . . . ตั้ง​แต่​สมัย​ของ​คอนสแตนติน​เป็น​ต้น​มา​ความ​ยุ่งยาก​เหล่า​นั้น​ก็​หมด​ไป ข้อ​ขัด​แย้ง​ระหว่าง​คริสเตียน​กับ​ศาสนา​นอก​รีต​ก็​ยุติ​ลง และ​หน่วย​ราชการ​ทุก​หน่วย​เปิด​กว้าง​สำหรับ​คริสเตียน.”

เมื่อ​เข้า​สู่​ตอน​ปลาย​ของ​ศตวรรษ​ที่​สี่​แห่ง​สากล​ศักราช รูป​แบบ​ของ​ศาสนา​คริสเตียน​ที่​ปน​เปื้อน​และ​ประนีประนอม​กับ​รัฐ​ได้​กลาย​มา​เป็น​ศาสนา​แห่ง​รัฐ​ของ​จักรภพ​โรมัน.

ตลอด​มา​ใน​ประวัติศาสตร์ คริสต์​ศาสนจักร—ซึ่ง​มี​คริสตจักร​คาทอลิก, ออร์โทด็อกซ์, และ​โปรเตสแตนต์​เป็น​ตัว​แทน—ได้​ยอม​อะลุ่มอล่วย​ให้​กับ​รัฐ​มา​อย่าง​ต่อ​เนื่อง ถลำ​ตัว​ลึก​ใน​เรื่อง​ต่าง ๆ ทาง​การ​เมือง​และ​สนับสนุน​สงคราม​ต่าง ๆ. ไม่​ต้อง​สงสัย สมาชิก​ของ​คริสตจักร​ที่​จริง​ใจ​หลาย​คน​ซึ่ง​รู้สึก​ตะลึงงัน​กับ​ข้อ​เท็จ​จริง​เหล่า​นี้ คง​จะ​ยินดี​ที่​ได้​รู้​ว่า​มี​คริสเตียน​สมัย​ปัจจุบัน​ที่​ยึด​มั่น​ใน​จุด​ยืน​ของ​คริสเตียน​ใน​ศตวรรษ​แรก​ใน​เรื่อง​ความ​สัมพันธ์​กับ​รัฐ. สอง​บทความ​ถัด​ไป​จะ​พิจารณา​เรื่อง​นี้​ใน​ราย​ละเอียด​มาก​ขึ้น.

[รูป​ภาพ​หน้า 5]

จักรพรรดิ​เนโร ผู้​ซึ่ง​เปโตร​นึก​ถึง​เมื่อ​เขียน​ว่า “จง​นับถือ​มหา​กษัตริย์”

[ที่​มา​ของ​ภาพ​หน้า 5]

Musei Capitolini, Roma

[รูป​ภาพ​หน้า 6]

โพลีคาร์ป​เลือก​ความ​ตาย​แทน​การ​นมัสการ​จักรพรรดิ

[รูป​ภาพ​หน้า 7]

คริสเตียน​ยุค​แรก​เป็น​พลเมือง​ที่​มี​สันติ, ซื่อ​สัตย์, และ​เสีย​ภาษี