“อย่าเกียจคร้านในการงานของพวกท่าน. . . . จงรับใช้พระยะโฮวาอย่างทาสที่ขยันขันแข็ง.”—โรม 12:11

1. การเป็นทาสในความคิดของคนส่วนใหญ่กับการเป็นทาสที่โรม 12:11 กล่าวถึงแตกต่างกันอย่างไร?

ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าทาสคือคนที่ถูกนายควบคุมและถูกปฏิบัติอย่างเลวร้าย. แต่ทาสของพระเจ้าแตกต่างจากนั้นมาก. พระคำของพระเจ้ากล่าวว่าคริสเตียนสามารถเลือกเป็นทาสของนายที่เปี่ยมด้วยความรัก. ที่จริง เมื่ออัครสาวกเปาโลกระตุ้นคริสเตียนให้ “รับใช้พระยะโฮวาอย่างทาสที่ขยันขันแข็ง” ท่านกำลังสนับสนุนพวกเขาให้รับใช้พระเจ้าโดยถูกกระตุ้นจากความรักที่มีต่อพระองค์. (โรม 12:11) การเป็นทาสแบบนี้เกี่ยวข้องกับอะไร? เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราจะไม่กลายเป็นทาสของซาตานและโลกของมัน? และการเป็นทาสของพระยะโฮวาและการรับใช้พระองค์อย่างซื่อสัตย์จะให้ประโยชน์อะไรแก่เรา?

“ข้าพเจ้ายังรักนาย”

2. (ก) ทำไมชาวอิสราเอลบางคนอยากเป็นทาสต่อไป? (ข) การที่ทาสยอมให้เจาะหูเป็นการแสดงให้เห็นอะไร?

2 พระบัญญัติของพระเจ้าที่ประทานแก่ชาติอิสราเอลช่วยให้เราเข้าใจข้อเรียกร้องของการเป็นทาสพระยะโฮวา. ตามปกติ ทาสชาวฮีบรูจะได้รับอิสรภาพในปีที่เจ็ดของการเป็นทาส. (เอ็ก. 21:2) แต่ถ้าทาสรักนายของเขาจริงและไม่ต้องการไปจากนาย เขาสามารถอยู่ต่อได้. พระบัญญัติของพระยะโฮวาเปิดทางให้ทำอย่างนี้ได้. นายจะพาทาสไปยืนแนบประตูหรือเสาประตูบ้านแล้วเอาเหล็กแหลมเจาะหูเขา. (เอ็ก. 21:5, 6) ทำไมเขาต้องทำอย่างนั้น? ในภาษาฮีบรู แนวคิดในเรื่องการเชื่อฟังเกี่ยวข้องกับการฟัง. ดังนั้น การที่ทาสยอมให้เจาะหูเป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการเชื่อฟังและรับใช้นายต่อไป. เรื่องนี้คล้ายกับการอุทิศตัวของเรา. เมื่อเราอุทิศตัวแด่พระยะโฮวา เราบอกพระองค์ว่าเราเต็มใจเชื่อฟังพระองค์เพราะเรารักพระองค์.

3. ทำไมเราจึงอุทิศตัวแด่พระเจ้า?

3 ก่อนจะรับบัพติสมา เราตัดสินใจว่าจะรับใช้พระยะโฮวาหรือเป็นทาสของพระองค์. เมื่อเราอุทิศตัวแด่พระองค์ เราสัญญาว่า เราจะเชื่อฟังและทำสิ่งที่พระองค์ประสงค์ให้เราทำ. ไม่มีใครบังคับเราให้ตัดสินใจอย่างนี้. แม้แต่เมื่อเยาวชนรับบัพติสมา พวกเขาทำอย่างนั้นเพราะต้องการทำ ไม่ใช่แค่เพื่อจะทำให้พ่อแม่พอใจ. เราทุกคนตัดสินใจด้วยตัวเองที่จะอุทิศตัวแด่พระยะโฮวา นายของเราผู้อยู่ในสวรรค์ เพราะเรารักพระองค์. อัครสาวกโยฮันเขียนว่า “การรักพระเจ้าหมายถึงการทำตามพระบัญญัติของพระองค์.”—1 โย. 5:3

เราเป็นอิสระ แต่ก็เป็นทาส

4. เราต้องทำอะไรเพื่อจะเป็น “ทาสของความชอบธรรม”?

4 เรารู้สึกขอบคุณพระยะโฮวาอย่างยิ่งที่ประทานสิ่งที่จำเป็นเพื่อจะเป็นทาสของพระองค์ได้! ความเชื่อในเครื่องบูชาไถ่ของพระคริสต์ทำให้เป็นไปได้ที่เราจะไม่เป็นทาสของบาป คือไม่ถูกบาปครอบงำอย่างสิ้นเชิง. นี่หมายความว่าแม้เรายังไม่สมบูรณ์ แต่เราเลือกที่จะเชื่อฟังพระยะโฮวาและพระเยซูในฐานะที่พระองค์ทั้งสองเป็นนายของเรา. เปาโลอธิบายเรื่องนี้อย่างชัดเจนในจดหมายฉบับหนึ่ง. ท่านกล่าวว่า “จงถือว่าพวกท่านตายจากบาปแล้วแต่มีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าเนื่องจากพระคริสต์เยซู.” หลังจากนั้น ท่านเตือนว่า “พวกท่านไม่รู้หรือว่าถ้าพวกท่านยอมเชื่อฟังผู้ใดเยี่ยงทาส พวกท่านก็เป็นทาสผู้นั้นเพราะพวกท่านเชื่อฟังเขา ไม่ว่าจะเป็นทาสของบาปซึ่งนำไปสู่ความตายหรือจะเป็นทาสของการเชื่อฟังซึ่งนำไปสู่ความชอบธรรม? เราขอบคุณพระเจ้าที่พวกท่านซึ่งเคยเป็นทาสของบาปได้มาเป็นผู้เต็มใจเชื่อฟังคำสอนที่ทรงมอบไว้แก่พวกท่าน. เมื่อพวกท่านได้รับการปลดปล่อยจากบาปแล้ว พวกท่านจึงมาเป็นทาสของความชอบธรรม.” (โรม 6:11, 16-18) ขอให้สังเกตว่าเปาโลกล่าวถึง ‘การเต็มใจเชื่อฟัง.’ เมื่อเราเชื่อฟังอย่างเต็มใจ การอุทิศตัวแด่พระเจ้าก็จะทำให้เราเป็น “ทาสของความชอบธรรม.”

5. เราทุกคนต้องต่อสู้กับอะไร และทำไม?

5 ในฐานะทาสที่อุทิศตัวแด่พระเจ้า เราต้องต่อสู้กับสองสิ่ง. สิ่งแรกคือความไม่สมบูรณ์ของเราเอง. เปาโลก็ต้องต่อสู้อย่างนี้ด้วย. ท่านกล่าวว่า “ในหัวใจข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปีติยินดีจริงในพระบัญญัติของพระเจ้า แต่ข้าพเจ้าเห็นอีกกฎหนึ่งในอวัยวะของข้าพเจ้าซึ่งต่อสู้อยู่กับกฎในใจข้าพเจ้าและทำให้ข้าพเจ้าตกอยู่ใต้บังคับกฎแห่งบาปซึ่งอยู่ในอวัยวะของข้าพเจ้า.” (โรม 7:22, 23) เนื่องจากเราไม่สมบูรณ์ เราต้องต่อสู้กับความปรารถนาของกายที่มีบาปอยู่เสมอ ซึ่งก็คือความปรารถนาที่จะทำสิ่งที่พระเจ้าไม่พอพระทัย. อัครสาวกเปโตรกระตุ้นเราว่า “จงประพฤติอย่างเสรีชน ถึงกระนั้น อย่ามีเสรีภาพไว้เป็นข้ออ้างเพื่อปกปิดความชั่ว แต่จงมีเสรีภาพในฐานะทาสของพระเจ้า.”—1 เป. 2:16

6, 7. ซาตานทำให้โลกดูน่าดึงดูดใจอย่างไร?

6 การต่อสู้อย่างที่สองคือการต่อสู้กับโลกนี้ที่อยู่ใต้การควบคุมของพวกปิศาจ. ซาตานเป็นผู้ครองโลกนี้ และมันใช้อาวุธทุกอย่างที่มีเพื่อทำลายความภักดีของเราต่อพระยะโฮวาและพระเยซู. มันต้องการทำให้เราเป็นทาสของมันด้วยการล่อลวงเราให้เป็นส่วนหนึ่งของโลก. (อ่านเอเฟโซส์ 6:11, 12 ) วิธีหนึ่งที่ซาตานล่อลวงเราก็คือ มันทำให้โลกดูน่าดึงดูดใจจนเราอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของโลก. อัครสาวกโยฮันเตือนเราว่า “ถ้าผู้ใดรักโลก ความรักต่อพระบิดาไม่มีอยู่ในคนนั้น เพราะทุกสิ่งในโลก ไม่ว่าจะเป็นความปรารถนาทางกาย ความปรารถนาทางตา หรือการโอ้อวดทรัพย์สมบัติ ไม่ได้มาจากพระบิดา แต่มาจากโลก.”—1 โย. 2:15, 16

7 ผู้คนทั่วโลกต้องการมีทรัพย์สินเงินทองมากขึ้นเรื่อยๆ. ซาตานทำให้ผู้คนเชื่อว่าการมีเงินมากจะทำให้พวกเขามีความสุข. ห้างสรรพสินค้ามีมากมายทุกหนแห่ง. โฆษณาต่างล้วนแต่ส่งเสริมรูปแบบชีวิตที่เน้นในเรื่องทรัพย์สมบัติวัตถุและการหย่อนใจ. บริษัทนำเที่ยวเสนอการเดินทางไปเที่ยวสถานที่ต่างที่น่าสนใจโดยร่วมเดินทางกับคนที่มีทัศนะ แบบโลก. ผู้คนรอบตัวเราบอกเราให้เปลี่ยนรูปแบบชีวิตอย่างที่โลกต้องการให้เราเปลี่ยน.

8, 9. การทำอะไรที่นับว่าเป็นอันตรายจริงและทำไมจึงเป็นอย่างนั้น?

8 ในศตวรรษแรก เปโตรเตือนคริสเตียนเกี่ยวกับบางคนในประชาคมที่เริ่มคิดเหมือนกับผู้คนในโลก. ท่านกล่าวว่า “พวกเขาถือว่าการอยู่อย่างฟุ่มเฟือยในเวลากลางวันเป็นความเพลิดเพลิน. พวกเขาเป็นรอยด่างพร้อยและรอยตำหนิ หลงละเลิงกับความคิดหลอกลวง จึงเพลิดเพลินอยู่กับการชักนำคนอื่นให้หลงผิดด้วยคำสอนเท็จ ขณะที่กินเลี้ยงกับท่านทั้งหลาย. เพราะพวกเขาพูดคำโอ้อวดที่ไร้ประโยชน์ พวกเขาใช้ความปรารถนาทางกายและความประพฤติที่ไร้ยางอายล่อใจคนเหล่านั้นที่กำลังหนีจากคนประพฤติผิด. ขณะที่พวกเขาสัญญาจะให้คนเหล่านั้นมีเสรีภาพ พวกเขาเองก็ยังเป็นทาสความเสื่อมเสีย. เพราะคนใดพ่ายแพ้สิ่งใดย่อมเป็นทาสสิ่งนั้น.”—2 เป. 2:13, 18, 19

9 ถ้าเราพยายามสนอง “ความปรารถนาทางตา” คือพยายามจะมีทุกสิ่งที่เราอยากได้ เราจะไม่ได้รับอิสรภาพ. ตรงกันข้าม เราจะกลายเป็นทาสของซาตานพญามาร ซึ่งเป็นนายของโลกนี้ที่เรามองไม่เห็น. (1 โย. 5:19) การตกเป็นทาสของวัตถุนิยมนับว่าเป็นอันตรายจริงและหลุดพ้นได้ยาก.

งานประจำชีพที่มีจุดมุ่งหมายอย่างแท้จริง

10, 11. ใครเป็นเป้าที่ซาตานชอบโจมตีเป็นพิเศษ และการศึกษาในระดับอุดมศึกษาทำให้เป็นเรื่องยากที่เยาวชนคริสเตียนจะทำอะไร?

10 ซาตานโจมตีคนที่มีประสบการณ์น้อย. เป้าหมายที่มันชอบโจมตีเป็นพิเศษในทุกวันนี้คือเยาวชน. มันไม่ชอบใจเมื่อเยาวชนหรือใครก็ตามตัดสินใจเป็นทาสรับใช้พระยะโฮวา. ซาตานต้องการให้คนที่อุทิศชีวิตแด่พระยะโฮวาสูญเสียความภักดีและความเลื่อมใสที่มีต่อพระเจ้า.

11 เมื่อทาสถูกเจาะหู เขาคงรู้สึกเจ็บ. แต่รอยเจาะนั้นที่ติดตัวเขาไปตลอดจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาได้ตัดสินใจอยู่กับนายอย่างถาวร. คล้ายกัน การที่เยาวชนจะเลือกแนวทางที่แตกต่างจากคนอื่นอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยากหรือแม้แต่ทำให้เจ็บปวดด้วยซ้ำ. ตัวอย่างเช่น ซาตานส่งเสริมแนวคิดที่ว่าการมีอาชีพการงานที่ดีในโลกเป็นวิธีที่จะทำให้ชีวิตมีจุดมุ่งหมายอย่างแท้จริง. แต่ชีวิตเราจะมีจุดมุ่งหมายอย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อเราให้พระยะโฮวาเป็นส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตเรา. พระเยซูตรัสว่า “ผู้ที่สำนึกถึงความจำเป็นฝ่ายวิญญาณก็มีความสุข.” (มัด. 5:3) คริสเตียนอุทิศชีวิตเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระยะโฮวา ไม่ใช่เพื่อทำตามความประสงค์ของซาตาน. พวกเขาอ่านคัมภีร์ไบเบิลและ ใคร่ครวญ “ทั้งกลางวันและกลางคืน.” (อ่านบทเพลงสรรเสริญ 1:1-3 ) แต่การศึกษาส่วนใหญ่ในระดับอุดมศึกษาทำให้ผู้รับใช้ของพระเจ้าไม่ค่อยมีเวลาที่จะใคร่ครวญพระคำของพระเจ้าและรับใช้พระยะโฮวา.

12. เยาวชนในทุกวันนี้สามารถเลือกอะไรได้?

12 คนที่เป็นนายอาจทำให้ชีวิตของคริสเตียนที่เป็นทาสลำบากมาก. ในจดหมายที่เขียนถึงพี่น้องชาวโครินท์ เปาโลกล่าวว่า “พระองค์ทรงเรียกท่านขณะที่เป็นทาสอยู่หรือ? อย่ากังวลกับฐานะนั้น แต่ถ้าท่านอาจเป็นไทได้ก็ให้ฉวยโอกาสนั้นเถิด.” (1 โค. 7:21) ถ้าทาสมีเจ้านายที่ทำให้ชีวิตของเขาลำบาก ก็คงดีกว่าที่เขาจะเป็นอิสระ. ปัจจุบัน ในหลายประเทศมีกฎหมายกำหนดไว้ว่าเยาวชนต้องเรียนในโรงเรียนกี่ปีเป็นอย่างน้อย. หลังจากนั้น นักเรียนสามารถเลือกได้ว่าเขาจะเรียนต่อหรือไม่. คงเป็นเรื่องยากมากที่คริสเตียนจะรับใช้พระยะโฮวาในงานรับใช้เต็มเวลาถ้าเขาเลือกที่จะเรียนสูงเพียงเพื่อจะมีงานอาชีพดีในโลกนี้.—อ่าน 1 โครินท์ 7:23

การศึกษาสูงหรือการศึกษาที่ดีที่สุด?

13. การศึกษาแบบใดที่เป็นประโยชน์ต่อผู้รับใช้ของพระยะโฮวามากที่สุด?

13 เปาโลเตือนคริสเตียนที่อยู่ในเมืองโกโลซายว่า “ระวังให้ดี อาจมีคนทำให้ท่านทั้งหลายตกเป็นเหยื่อเขาโดยใช้หลักปรัชญาและคำล่อลวงเหลวไหลที่อาศัยประเพณีของมนุษย์และสิ่งต่างที่โลกถือว่าสำคัญ ไม่ใช่อาศัยคำสอนของพระคริสต์.” (โกโล. 2:8) ครูจำนวนมากสอน “หลักปรัชญาและคำล่อลวงเหลวไหลที่อาศัยประเพณีของมนุษย์.” การศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งมักสอนเรื่องเหล่านี้ด้วย ส่วนใหญ่ไม่ได้สอนให้นักเรียนมีทักษะที่ใช้ได้จริง พวกเขาจึงไม่พร้อมสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวัน. แต่คริสเตียนเลือกการศึกษาที่จะช่วยให้เขามีทักษะที่จำเป็นเพื่อจะดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายและรับใช้พระเจ้าได้. พวกเขาสนใจและทำตามคำแนะนำที่เปาโลให้แก่ติโมเธียว ที่ว่า “แน่ละ ความเลื่อมใสพระเจ้าพร้อมกับความอิ่มใจพอใจในสิ่งที่มีอยู่ทำให้ได้ประโยชน์มาก. ดังนั้น เมื่อเรามีเครื่องอุปโภคบริโภคและที่อยู่อาศัย เราควรอิ่มใจกับสิ่งเหล่านี้.” (1 ติโม. 6:6, 8) แทนที่จะเรียนเพื่อจะได้ปริญญาและได้ตำแหน่งที่มีหน้ามีตา คริสเตียนแท้พยายามเพื่อจะมี “หนังสือแนะนำตัว” ซึ่งก็คือคนที่พวกเขาช่วยให้มาเป็นสาวกของพระเยซู. พวกเขาทำอย่างนี้ด้วยการทำงานรับใช้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้.—อ่าน 2 โครินท์ 3:1-3

14. ตามที่กล่าวในฟิลิปปอย 3:8 เปาโลมองสิทธิพิเศษของการเป็นทาสของพระเจ้าและพระคริสต์อย่างไร?

14 ขอให้พิจารณาตัวอย่างของอัครสาวกเปาโล.  ท่านได้รับการสอนโดยตรงจากกามาลิเอล อาจารย์สอนกฎหมายชาวยิว. การศึกษาที่ท่านได้รับอาจเทียบได้กับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน. แต่เปาโลมองการศึกษานั้นอย่างไรเมื่อเทียบกับเกียรติที่ท่านได้รับในฐานะทาสของพระเจ้าและพระคริสต์? ท่านเขียนว่า “ข้าพเจ้าถือว่าทุกสิ่งไร้ประโยชน์จริงเช่นกันเนื่องจากคุณค่าอันเลิศล้ำแห่งความรู้เรื่องพระคริสต์เยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า.” แล้วท่านก็บอกต่อไปว่า “เพราะเห็นแก่พระองค์ ข้าพเจ้าจึงยอมสละทุกสิ่งและถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนเศษขยะเพื่อข้าพเจ้าจะมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระคริสต์.” (ฟิลิป. 3:8) ทัศนะของเปาโลสามารถช่วยเยาวชนและพ่อแม่ให้ตัดสินใจเลือกการศึกษาอย่างฉลาดสุขุมได้. (ดูภาพ)

จงรับประโยชน์จากการศึกษาที่ดีที่สุด

15, 16. องค์การของพระยะโฮวาให้การศึกษาอะไร และจุดประสงค์ของการศึกษานี้คืออะไร?

15 บรรยากาศของสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษาหลายแห่งเป็นอย่างไร? ผู้คนในสถานที่เหล่านั้นมักมีน้ำใจขืนอำนาจและก่อความไม่สงบในสังคมเพราะไม่พอใจรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ. (เอเฟ. 2:2) แต่องค์การของพระยะโฮวาให้การศึกษาที่ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่สงบสุขในประชาคมต่างๆ. เราทุกคนสามารถรับประโยชน์ทุกสัปดาห์จากโรงเรียนการรับใช้ตามระบอบของพระเจ้า. นอกจากนั้น ยังมีโรงเรียนอื่นอีกที่เราอาจรับประโยชน์ได้. ตัวอย่างเช่น มีโรงเรียนสำหรับไพโอเนียร์ที่เป็นชายโสดที่มีชื่อว่าโรงเรียนพระคัมภีร์สำหรับชายโสด และโรงเรียนสำหรับไพโอเนียร์ที่เป็นคู่สมรสที่มีชื่อว่า โรงเรียนพระคัมภีร์สำหรับคู่สมรส. โรงเรียนทั้งหมดนี้ช่วยเราให้เชื่อฟังพระยะโฮวา นายของเราผู้อยู่ในสวรรค์.

16 เราสามารถค้นคว้าหาความจริงอันล้ำค่ามากมายได้จากซีดีรอมดัชนีสรรพหนังสือของว็อชเทาเวอร์. จุดประสงค์หลักของการศึกษาพระคัมภีร์ก็คือการนมัสการพระยะโฮวา. การศึกษานี้สอนเราให้รู้วิธีช่วยคนอื่นให้มาเป็นมิตรของพระเจ้า. (2 โค. 5:20) และคนที่เราสอนก็จะสามารถสอนคนอื่นต่อไป.—2 ติโม. 2:2

รางวัลที่ทาสได้รับ

17. เมื่อเราเลือกการศึกษาที่ดีที่สุดจากพระเจ้า เราได้รับประโยชน์อะไร?

17 ในอุทาหรณ์เรื่องเงินตะลันต์ที่พระเยซูเล่า ทาสที่ซื่อสัตย์สองคนได้รับคำชมเชยเพราะทำงานดี. ทั้งทาสและนายมีความสุข. นายแสดงความพอใจโดยมอบงานให้ทาสทั้งสองคนมากขึ้น. (อ่านมัดธาย 25:21, 23 ) เราจะมีความสุขและจุดมุ่งหมายในชีวิตถ้าเราเลือกการศึกษาที่ดีที่สุด. ขอให้พิจารณาตัวอย่างของไมเคิล. เขาเป็นนักเรียนที่เรียนเก่งมาก. เมื่อครูเรียกเขาให้มาพบเพื่อคุยกันถึงโอกาสที่เขาจะสามารถเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ครูก็แปลกใจเมื่อรู้ว่าเขาไม่เลือกเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา. เขาเลือกเรียนหลักสูตรระยะสั้นซึ่งสอนให้เขามีทักษะที่ใช้งานได้จริง. การเรียนอย่างนี้ทำให้เขาสามารถเลี้ยงตัวเองและเป็นไพโอเนียร์ได้. เขารู้สึกว่าเขาคิดผิดไหม? เขาบอกว่า“การศึกษาตามระบอบของพระเจ้าที่ผมได้รับในฐานะไพโอเนียร์ และตอนนี้ในฐานะผู้ปกครองของประชาคม มีค่าอย่างยิ่ง. พระพรและสิทธิพิเศษต่างที่ผมได้รับมีค่ามากกว่าเงินที่ผมอาจหาได้. ผมดีใจจริงที่ไม่ได้เลือกเรียนในมหาวิทยาลัย.”

18. อะไรกระตุ้นคุณให้เลือกการศึกษาที่ดีที่สุด?

18 การศึกษาที่ดีที่สุดสอนเราให้รู้พระประสงค์ของพระเจ้าและช่วยเราให้รับใช้พระยะโฮวาอย่างทาสที่ขยันขันแข็ง. การศึกษานี้ทำให้เรามีความหวังที่จะ “ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสความเสื่อม” และในที่สุดจะมี “เสรีภาพอันรุ่งโรจน์แห่งเหล่าบุตรของพระเจ้า.” (โรม 8:21) ที่สำคัญที่สุด การศึกษานี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะแสดงว่าเรารักพระยะโฮวา นายของเรา อย่างแท้จริง.—เอ็ก. 21:5